กรชนก แสนประเสริฐ : ความไม่เป็นธรรมกรณีบ่อแก้ว

เยาวชนบ้านบ่อก้ว
Share on facebook
Share on twitter
Share on email
Share on print

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือที่เรียกโดยทั่วไปว่า “ภาคอีสาน” มีเนื้อที่ประมาณ 105,533,962 ไร่ สภาพภูมิประเทศเป็นขอบแยกตัวออกจากภาคกลาง ประกอบไปด้วยเทือกเขาทางตะวันตกและทิศใต้ ตอนกลางของภาคมีเทือกเขาภูพานทอดตัวจากทางเหนือลงสู้ใต้แบ่งภาคอีสานออกเป็นสองส่วน คือ แอ่งโคราชและแอ่งสกลนคร ในทางการปกครองแบ่งการปกครองออกเป็น 20 จังหวัด การถือครองที่ดินและใช้ประโยชน์ที่ดินของภาคอีสานแบ่งเป็นพื้นที่ป่าไม้ 15,222,115 ไร่ (คิดเป็นร้อยละ 14.35 ของพื้นที่ภาค) พื้นที่ทำการเกษตร 53,270,087 ไร่ (คิดเป็นร้อยละ 50.48 ของพื้นที่ภาค

ปัญหาความขัดแย้งในด้านที่ดินของประชาชนในภาคอีสานทำให้เกิดการออกมาเคลื่อนไหวต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมในที่ดินของชาวบ้านหลายต่อหลายครั้ง เช่น การต่อสู้กับโครงการจัดสรรที่ดินเพื่อราษฎรผู้ยากไร้ในเขตป่าเสื่อมโทรม (คจก.) ของสมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน (สกยอ.) ในปี พ.ศ. 2534 การออกมาเรียกร้องที่ดินทำกินของชาวบ้านกับสมัชชาคนจนตั้งแต่ปี พ.ศ2538 หรือการออกมาเคลื่อนไหวร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(P-MOVE) ในปี พ.ศ.2554

ชุมชนบ่อแก้ว อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่ทำการเรียกร้องต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในด้านที่ดินมาอย่างยาวนาน จนปัจจุบันการต่อสู้ของชุมชนบ่อแก้วได้พัฒนามาสู่การต่อสู้ด้วยยุทธวิธีการบุกยึดที่ดินในเขตป่าคืน ที่ ๆ ซึ่งชาวชุมชนบ่อแก้วอ้างว่าเคยอยู่อาศัยทำมาหากินมาก่อน แต่ถูกภาครัฐประกาศเขตป่าทับที่ดินทำกินและบังคับไล่รื้อให้ชาวบ้านออกไปจากพื้นที่ ชาวบ้านจึงได้ทำการบุกยึดที่ดินคืน เพื่อนำมาใช้ประโยชน์สำหรับการผลิตทางการเกษตร เป็นที่อยู่อาศัย เป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมและเป็นศูนย์รวมในการทำกิจกรรมของชุมชน

จากการศึกษาประวัติศาสตร์ทำให้ทราบว่า ในพื้นที่ก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งในเรื่องที่ดินระหว่างภาครัฐกับชาวบ้านจากการศึกษาทำให้ได้ทราบข้อเท็จจริงว่า ชาวบ้านได้เข้าครอบครองพื้นที่เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและทำประโยชน์ประกอบอาชีพทางการเกษตรในพื้นที่พิพาทมาก่อน ปี พ.ศ.2494 โดยมีลักษณะความเป็นชุมชนท้องถิ่นที่มีการจัดตั้งบ้านเรือนอยู่ห่างกันเป็นคุ้ม ๆ ห่างกันพอสมควร แต่ถือว่าคุ้มต่าง ๆ เหล่านี้เป็นชุมชนเดียวกัน โดยมีหลักฐานการตั้งบ้านเรือนและการทำประโยชน์ทางการเกษตรอย่างชัดเจน เช่น ไม้ผล ไม้ยืนต้น มีการปรับที่ดินสำหรับทำนาโดยมีคันนาแบ่งพื้นที่อย่างชัดเจน มีการทำเหมืองฝายกั้นน้ำไว้สำหรับเก็บกักน้ำเพื่อการเกษตร มีการสร้างกระท่อมเล็ก ๆ ไว้สำหรับพักผ่อนอยู่อาศัยกระจายอยู่ในบริเวณพื้นที่ นายเสี้ยน เทียมเวียง ผู้เฒ่าผู้แก่ของชุมชน เล่าถึงการตั้งถิ่นฐานของชาวบ่อแก้ว  กล่าวคือ ชุมชนบ่อแก้วเป็นชุมชนดั้งเดิมที่มีการตั้งถิ่นฐานในบริเวณดังกล่าวมามากกว่า 100 ปี คนส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่นที่ทำมาหากินในบริเวณนั้น เนื่องจากเป็นพื้นที่ ๆ มีความอุดมสมบูรณ์ มีภูเขาอยู่บริเวณใกล้เคียง เช่น ภูฝ้าย ภูซำผักหนาม มีแม่น้ำลำคลอง เช่น ลำน้ำเซิน โดยเรียกตัวเองว่า “ไท คอนสาร” ซึ่งมีรูปแบบวัฒนธรรมประเพณีเป็นของตนเอง เป็นจารีตประเพณีวัฒนธรรมแบบไทย – ลาว โดยเฉพาะภาษาที่มีความแตกต่างกับกลุ่มชาวบ้านบริเวณใกล้เคียง เช่น กลุ่มนครไทยจังหวัดพิษณุโลกและกลุ่มหลวงพระบาง ไชยบุรีตอนเหนือของลาว ซึ่งจะออกสำเนียง ไทหล่ม ไทยเลย ซึ่งไม่เหมือนกัน

ชาวบ้านชุมชนบ่อแก้วมีความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฮีต-คลอง เป็นพื้นฐานความเชื่อในการปกครองบ้านเรือน ก่อนที่จะมีการจัดการรูปแบบการปกครองแบบบ้านเมือง เช่นเดียวกับชุมชนอื่น ๆ ในอำเภอคอนสารโดยมีปู่หมื่นอร่ามคำแหงเป็นเจ้าเมืองคนแรก (ชาวบ้านเรียกว่าปู่หมื่น) มีตำแหน่งเป็นนายหมวด มีหน้าที่รักษาป่า ผึ้ง และมูลค้างคาวเพื่อนำส่งส่วยไว้ใช้ในราชการเป็นประจำทุกปีเหตุที่ตั้งชื่อเป็นเมืองคอนสารก็คือเรื่องเล่าว่า เมื่อตอนปู่หมื่นไปขอตั้งเมืองกับทางราชการ ในระหว่างที่เดินทางกลับด้วยการเดินเท้า ปู่หมื่นได้ใช้ไม้กระบองห้อยเอกสารตราตั้งแล้วแบกไว้ที่บ่า ซึ่งท่าทางแบบนั้นภาษาท้องถิ่นเรียกว่าการคอน จึงได้ตั้งชื่อเมืองตามท่าทางของปู่หมื่นว่าเมืองคอนสาร หมายถึงการคอนเอกสารตราตั้งมาตั้งเมือง ชุมชนแรกของอำเภอคอนสารจึงได้ชื่อว่า ชุมชนเจ้าเมืองอร่ามคำแห่ง ในเวลาต่อมา

เยาวชนชุมชนบ้านบ่อแก้ว

ภายหลังการตั้งเมืองคอนสารของปู่หมื่น ชาวบ้านหลายคนต่างพากันจับจองที่ดินเป็นของตนเอง โดยเฉพาะใช้ก่อสร้างบ้านเรือนเป็นที่อยู่อาศัยในบริเวณอำเภอคอนสาร ณ ปัจจุบัน ส่วนพื้นที่ชุมชนบ่อแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ ๆ มีความอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งอยู่ติดกับภูเขา เช่น ภูฝ้าย ภูซำผักหนาม จึงเป็นพื้นที่ ๆ ชาวบ้านใช้สำหรับการทำเกษตรเสียเป็นส่วนใหญ่ มีการสร้างบ้านเรือนอยู่ห่างกันเป็นระยะแต่ถือว่าเป็นชุมชนเดียวกันผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนเล่าว่าที่มาของชื่อชุมชนบ่อแก้วนั้นมาจากความเชื่อของชาวบ้านที่ว่าบริเวณนั้น เป็นพื้นที่ ๆ เคยมีคนโบราณสูง 8 สอก.เป็นเจ้าของอาศัยอยู่ ชื่อว่า แก้ว (ชาวบ้านเรียกกันว่าตาแก้ว)และมีบ่อน้ำเก่าแก่โบราณที่ตาแก้วดูแลปกปักษ์รักษาอยู่ ชาวบ้านจึงเรียกว่า บ่อตาแก้ว หรือเรียกสั้น ๆ ว่า บ่อแก้ว

การตั้งถิ่นฐานของชาวบ่อแก้วกว่าร้อยปีนั้น โดยมีหลักฐานจากการเข้าทำประโยชน์ เช่น การปลูกไม้ยืนต้น หรือเอกสารการใช้ประโยชน์จากที่ดิน เช่น หลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่67 ราย และหนังสือแสดงสิทธิครอบครอง(ส.ค. 1)จำนวน 2 ราย รวมถึงมีที่อยู่ตามบัตรประชาชน พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกใช้เป็นพื้นที่ทางการเกษตร เนื่องจากเป็นพื้นที่ ๆ มีความอุดมสมบูรณ์มาก เป็นพื้นที่ ๆ ติดกับป่าและแหล่งน้ำซึ่งเหมาะสำหรับการทำเกษตรเป็นอย่างมาก มีการตั้งบ้านเรือนอยู่ห่างกันเป็นระยะ ภายหลังจึงมีชาวบ้านอพยพเข้ามาใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้น การแบ่งพื้นที่ของชาวบ้านในพื้นที่ไม่ได้ใช้หลักเกณฑ์เอกสารทางกฎหมายเป็นหลักในการแบ่งพื้นที่การทำประโยชน์ แต่ใช้การตกลงกันเองภายในชุมชน ซึ่งชาวบ้านจะรู้กันเองว่าที่บริเวณใดเป็นสิทธิของใคร ใครสามารถเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่บริเวณใดได้

จนกระทั่งเกิดการประกาศป่าสงวนภูซำผักหนามทับที่ดินทำกินของชาวบ้านชุมชนบ่อแก้ว คือความไม่เป็นธรรมในเชิงกฎหมายนโยบายจากภาครัฐที่ชาวบ้านได้รับ เป็นกฎหมายนโยบายที่ออกมาโดยขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ โดยมิได้คำนึงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านเลยแม้แต่น้อย ซึ่งกฎหมายและนโยบายในด้านป่าไม้และที่ดินส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของชนชั้นนำที่ต้องการนำทรัพยากรป่าไม่ที่ดินไปใช้เพื่อประโยชน์ของตน หรือกลุ่มบุคคลบางกลุ่มเพื่อเป็นการเพิ่มแหล่งการผลิตผลิตภัณฑ์ป่าไม้ สำหรับการตอบสนองความต้องการผลิตภัณฑ์จากไม้ รัฐจึงได้ก่อตั้งองค์การอุตสาหกรรมป่า (อ.อป.) ไม้ขึ้น ซึ่งเดิมที อ.อป. ได้ดำเนินงานภายใต้กรมป่าไม้ก่อนที่จะแยกตัวออกมาเป็นรัฐวิสาหกิจในปี พ. ศ. 2499 ในปัจจุบันองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากนั้นเมื่อปี พ.ศ. 2503 องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ได้ผูกขาดธุรกิจการป่าไม้เกือบทั้งหมดของประเทศไทย เพราะรัฐบาลไทยในขณะนั้นได้ตระหนักว่า การเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมป่าไม้เป็นเสมือนแหล่งลงทุนสำคัญที่จะได้มาซึ่งภาษีอากร ด้วยเหตุนี้รัฐจึงทำการสนับสนุนการเพาะพันธุ์ไม้เพื่อผลิตกระดาษทั่วประเทศ และเตรียมการพื้นที่ป่าไม้ให้กลายเป็นพื้นที่ปลูกไม้กระดาษรวมทั้งพื้นที่ในชุมชนบ่อแก้วด้วยเช่นกัน

ต่อมาเมื่อรัฐได้ออกพระราชบัญญัติป่าสงวนได้ผ่านมติคณะรัฐมนตรีในปี พ.ศ. 2507 และได้มีการกำหนดประเภทของการถือครองที่ดิน เอกสารสิทธิที่ดินตามกฎหมายได้มีความสำคัญขึ้นมาแตกต่างกันออกไป “โฉนด” เป็นเอกสารสิทธิ์ที่มีความมั่นคงมากที่สุด โดยมีผู้ครอบครองตามโฉนดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย หนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือ“นส.3” ผู้ครอบครองมีสิทธิตามกฎหมายแต่ไม่มีการแบ่งเขตแดนที่ดินอย่างชัดเจน หนังสือแจ้งการครอบครองที่ดิน หรือ“สค.1” เป็นเอกสารบันทึกทางราชการในการครอบครองและใช้ประโยชน์ที่ดิน แบบแสดงรายการที่ดินของผู้มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่“ภบท.5” และ “ภบท.6” มิใช่เอกสารในการพิสูจน์การเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแต่อย่างใด แต่สามารถใช้เป็นหลักฐานในการจัดเก็บภาษีแปลงที่ดินเพียงเท่านั้น ซึ่งในปี พ.ศ. 2507 ปรากฏว่า ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ทำมาหากินในพื้นที่บริเวณชุมชนบ่อแก้วนั้น มี 38 ครัวเรือนที่มี “ภบท.6”ไว้ในการครอบครอง มี 18 ครัวเรือนที่มี “ภบท.5” ไว้ในครอบครอง และมีเพียง 1 ครอบครัวเท่านั้นที่มี “สค.1” ไว้ในครอบครอง ชาวบ้านจึงกลายเป็นผู้ที่อยู่อาศัยทำมาหากินในพื้นที่ของรัฐตามกฎหมายไปโดยปริยาย

การที่รัฐเปิดป่าให้สัมปทานกับเอกชนในปี พ.ศ. 2509 ได้มีบริษัทเอกชนเข้ามาตั้งโรงเลื่อยบริเวณใกล้เคียงกับชุมชนบ่อแก้ว โดยบริษัทได้ว่าจ้างให้ชาวบ้านเป็นแรงงานในการตัดฟันไม้ในเขตป่าเพื่อนำเข้าไปแปรรูปในโรงเลื่อย ชาวบ้านส่วนหนึ่งจึงรับจ้างโรงเลื่อยเอกชนตัดฟันไม้เพื่อแลกค่าตอบแทน อีกทั้งยังเห็นว่าการตัดไม้จะทำให้เกิดพื้นที่โล่งซึ่งสามารถทำการเพราะปลูกได้ จากการสัมภาษณ์นายนิด ต่อทุน(แกนนำชาวบ้านบ่อแก้ว) ได้เล่าว่า “พอมีโรงเลื่อยมาตั้ง บริษัทก็เข้ามาจ้างชาวบ้านให้ตัดไม้ ได้ต้นละร้อยสองร้อยขึ้นอยู่กับความใหญ่ของต้นไม้” จะเห็นได้ว่า นโยบายการดำเนินการธุรกิจอุตสาหกรรมป่าไม้ของรัฐในเวลานั้น ได้สร้างผลกระทบกับชาวบ้านมาก คือ การตัดฟันไม้ให้กับโรงเลื่อยเอกชนเพื่อใช้พื้นที่โล่งหลังจากการตัดฟันมาใช้เพาะปลูกทางการเกษตร ได้สร้างวาทกรรมให้ชาวบ้านกลายเป็นผู้ตัดไม้ทำลายป่าโดยไม่รู้ตัว

ผู้เฒ่าบ้านบ่อแก้วกลับจากวัด

ในปี พ.ศ. 2516 กรมป่าไม้ได้กำหนดพื้นที่จำนวน 290,000 ไร่ในตำบลทุ่งพระ อำเภอคอนสารจังหวัดชัยภูมิให้เป็นเขตป่าสงวน และในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวในปี พ.ศ. 2521 ทางกรมป่าไม้ ได้อนุญาตให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้เข้าไปปลูกป่าทดแทนเป็นที่ดินจำนวน 20,000 ไร่ให้กับองค์อุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อป.) จากนั้นองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ได้ประกาศพื้นที่จำนวน 4,401 ให้เป็นโครงการสวนป่าคอนสาร ซึ่งในขณะนั้นยังมีชาวบ้านที่ทำมาหากินและอาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวถึง 103 ครอบครัว แต่ทางองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้กลับอ้างว่าไม่มีประชาชนอาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่นั้นเลย จึงเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐตามกฎหมาย ซึ่งรัฐได้มอบที่ดินบริเวณดังกล่าวนี้ให้อยู่ในการดูแลขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ และชาวบ้านที่อาศัยอยู่ทำมาหากินในบริเวณดังกล่าวต้องตกเป็นผู้บุกรุกป่าไม้ตามกฎหมาย

ในปี พ.ศ. 2529 นายวัก โยธาธรรม เป็นชาวบ้านรายสุดท้ายของชุมชนบ่อแก้วที่ถูกบังคับไล่รื้อให้ออกจากชุมชนบ่อแก้ว โดยการตั้งขอหามีอาวุธสงครามไว้ในครอบครอง เมื่อเจ้าหน้าที่อ้างว่าได้พบวัตถุระเบิดอยู่ใต้โอ่งน้ำของนายวัก ทำให้นายวักถูกดำเนินคดีจนต้องติดคุกอยู่ 3 เดือน จากนั้นอ.อ.ป. ได้ใช้รถแทรกเตอร์ไถพื้นที่ที่ นายวักเคยทำการเกษตรกว่า 50 ไร่ ซึ่งมีทั้งไม้ยืนต้น ต้นกล้วยและฝายน้ำในขณะที่นายวักถูกขังอยู่ในคุก หลังออกจากคุก นายวักและครอบครัวต้องใช้เวลานานถึง 18 ปีในการทำงานในโรงงานปลากระป๋อง งานก่อสร้างและเรือประมงเพื่อหารายได้มาใช้ในการต่อสู้คดี อีก 22 ปีหลังจากการถูกไล่รื้อครั้งแรก ลูกสาวของนายวักถูกฟ้องร้องคดีขับไล่ให้ออกจากชุมชนบ่อแก้วอีกครั้ง ครอบครัวของนายวักจึงต้องกลับมาต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในด้านที่ดินอีกครั้ง

จนในปี พ.ศ. 2547 ชาวบ้านได้รวมกันจัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำเซิน โดยการสนับสนุนของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ทำให้ชาวบ้านได้กลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งโดยมีเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมในด้านที่ดินของตน
ทางเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือชาวบ้านในหลายด้าน เช่น การตรวจสอบข้อโต้แย้งในเรื่องที่ดินของชาวบ้าน การให้ข้อมูลเรื่องสิทธิต่าง ๆ กับชาวบ้าน จนในปี พ.ศ. 2547 ชาวบ้านที่รวมตัวเป็นเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำเซินได้ร่วมกับชาวบ้านผู้ไร้ที่อยู่อาศัยจากการบังคับไล่รื้อออกจากชุมชนทั้งหมด 9 ชุมชน ประท้วงปิดหน้าที่ทำการสำนักงานสวนป่าคอนสาร จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาเรื่องที่ดินของชุมชน แต่ชาวบ้านก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด ในวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ชาวบ้านจำนวนกว่า 169 คนจาก 9 ชุมชน ได้รวมตัวกันบุกยึดที่ดินของตนคืน ก่อตั้งชุมชนขึ้นมาใหม่โดยมีการสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัยในลักษณะชั่วคราวด้วยไม้ยูคาลิปตัสและไม้ไผ่ และให้ชื่อหมู่บ้านนี้ว่าชุมชนบ่อแก้ว

การยึดพื้นที่คืนของชาวบ้านนั้น ทำให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ได้ดำเนินคดีกับชาวบ้าน นักพัฒนาเอกชน (NGO) และผู้มาเยี่ยมเยียนให้กำลังใจจำนวน 31 คน เป็นคดีทางแพ่งในข้อหาบุกรุกและรบกวนการบำรุงรักษาต้นยูคาลิปตัสของ อ.อป.
ในวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2553 ศาลชั้นต้นได้ตัดสินตามคำเรียกร้องขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้(อ.อป.)และมีคำสั่งให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ภายใน 30 วัน ซึ่งถือเป็นการบังคับไล่รื้อชาวบ้านให้ออกจากชุมชนเป็นครั้งที่สอง แต่ครั้งนี้เป็นการบังคับไล่รื้อให้ชาวบ้านออกจากชุมชนโดยคำสั่งของศาล  ในเวลาต่อมา หลังจากการสิ้นสุดลงของรัฐบาลจากรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 เจ้าหน้าที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้กลับแจ้งรายงานไปยังกรมป่าไม้ ทางกรมป่าไม้จึงได้นำป้ายประกาศมาติดโดยรอบพื้นที่ชุมชนบ่อแก้ว โดยระบุว่าจะถูกจับกุมและไม่สามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินจำนวน 1,500 ไร่ ซึ่งทางกรมป่าไม้ได้อ้างว่า ที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตป่าและกรมป่าไม้เองก็ไม่เคยลงนามในเอกสารใด ๆ ที่อนุญาตให้ชุมชนบ่อแก้วมีสิทธิในการใช้ที่ดินจึงกลายเป็นความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาจนปัจจุบัน

ชาวบ้านชุมชนบ่อแก้วกำลังออกไปทำการเกษตรแปลงรวม

ความไม่เป็นธรรมในด้านที่ดินที่ชุมชนบ่อแก้วได้รับ จนทำให้เกิดการขบวนการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในด้านที่ดิน มีรากฐานมาจากระบบการถือครองที่ดิน กล่าวคือ สำหรับสังคมไทยผู้ใดมีอำนาจก็มักจะออกกฎหมายนโยบายในด้านป่าไม้ที่ดินเพื่อประโยชน์ของตนหรือกลุ่มคนบางกลุ่ม ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันชนชั้นนำในสังคมไทยเป็นผู้ที่วางกรอบนโยบายการบริหารจัดการป่าไม้ที่ดินแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชนมาโดยตลอด และสุดท้ายประชาชนคนยากจนก็ต้องเป็นผู้รับผลกระทบจากนโยบายป่าไม้ที่ดินเหล่านั้น เช่น ในยุคสมัยของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านเข้าไปจับจองที่ดินโดยโฆษณาว่าจะให้ใบสค.1 เป็นหนังสือแสดงสิทธิแก่ประชาชน ในยุคของ จอมพลสฤษดิ์ธนะรัชต์ ก็สนับสนุนให้ชาวบ้านตัดไม้ถางป่าเพื่อเป็นการเบิกทางให้รัฐเข้าไปปราบปรามคอมมิวนิสต์ จากนั้นก็จับมือกับกลุ่มทุนแบ่งปันผลประโยชน์กันระหว่างรัฐกับกลุ่มทุน ทำให้ชาวบ้านตกเป็นจำเลยของสังคมในข้อหาเป็นผู้บุกรุกและทำลายป่าไม้ในท้ายที่สุด

การบังคับใช้กฎหมายนโยบายที่ดูจะรุนแรงที่สุดสำหรับชุมชนบ่อแก้ว ก็คือการประกาศเขตป่าสงวนภูซำผักหนามทับที่ดินทำกินของชาวบ้าน คือความรุนแรงเชิงกฎหมายนโยบายที่เปรียบเสมือนการประกาศอย่างเป็นทางการว่าชาวบ้านคือผู้บุกรุกทำลายป่าไม้ ทำให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้หรือพนักงานขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้เกิดความลุแก่อำนาจ บีบบังคับ ข่มขู่คุกคาม ชาวบ้านให้ออกจากพื้นที่ของชุมชนที่เคยอยู่อาศัยทำมาหากินมาก่อนอย่างไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในหลายด้าน ตามหลักการสิทธิมนุษยชนที่บัญญัติไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในปี พ.ศ. 2541ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ให้การรับรองปฏิญญา ฯ นี้ แต่รัฐไทยกับไม่ได้ให้ความใส่ใจโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติการอย่างเจ้าหน้าที่ป่าไม้ หรือพนักงานขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้

แม้จะได้มีความพยายามของชาวบ้านผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากกรณีการประกาศเขตป่าสงวนทับที่ดินทำกิน ในการที่จะเรียกร้องให้เกิดการแก้ไขปัญหาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาบรรเทาความเดือดร้อน แต่ก็ไร้ซึ่งผลตอบรับ หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกลับเพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ต้องไร้ที่ดินทำกินจากการกระทำของตน จนทำให้เกิดการเคลื่อนไหวโดยใช้ยุทธวิธีที่ผิดกฎหมาย คือการเข้าทำการบุกทวงคืนที่ดินของชาวบ้านชุมชนบ่อแก้ว และทำให้เกิดการดำเนินคดีเพื่อที่จะเอาผิดกับขบวนการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในด้านที่ดินของชุมชนบ่อแก้วด้วยการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในปฏิบัติการทวงคืนที่ดิน ข้อเท็จจริงเหล่านี้คือความไม่เป็นธรรมที่ชาวบ้านได้รับ และเป็นพลังที่ทำให้ขบวนการต่อสู้ของชาวบ้านชุมชนบ่อแก้วมุ่งมั่นที่จะยืนหยัดต่อสู้

1ปราโมทย์  ผลภิญโญ. การต่อสู้ของประชาชนบนเส้นทางการปฏิรูปที่ดิน. พ.ศ. 2553. หน้า 8.

2เจิมศักดิ์  ปิ่นทอง. เพิ่งอ้าง.หน้า 205.

3ชลธิรา  สัตยาวัฒนา. บรรณาธิการ. สิทธิชุมชนท้องถิ่นอีสาน ในชุดโครงการสิทธิมนุษยชนไทยในสถานการณ์สากล. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์นิติธรรม; พ.ศ. 2547. หน้า 119.

4อคิน  ระพีพัฒน์. บรรณาธิการ. คลายปม “คดีคนจน”. กรุงเทพ: บริษัท อัพทรูยู จำกัด; พ.ศ. 2557. หน้า64.

5อคิน  ระพีพัฒน์. เพิ่งอ้าง. หน้า 63

6อคิน  ระพีพัฒน์. เพิ่งอ้าง. หน้า66

7โครงแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างประเทศ CIEE. วารสารเสียงสะท้อนจากสวนป่า. พ.ศ. 2552. หน้า 3.

8วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ. บรรณาธิการ. สิทธิชุมชนในทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ; พ.ศ. 2548. หน้า 48.

9นิด  ต่อทุน. สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ ณ หมู่บ้านบ่อแก้ว.  เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2558.

10โครงแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างประเทศ CIEE. วารสารเสียงสะท้อนจากสวนป่า. พ.ศ. 2552. หน้า 2.