จริงไหมที่ประเทศไทยต้องการน้ำตาลมากขนาดนั้น หรือเบื้องหลังของน้ำตาลคือเรื่องพลังงาน? : สุวิทย์ กุหลาบวงษ์

suwit-kulabwong03
Share on facebook
Share on twitter
Share on email
Share on print

‘อีสานใหม่’ คุยกับ ‘สุวิทย์ กุหลาบวงษ์’ ผู้ประสานงานศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพอีสาน (ศสส.) เรื่องโรงงานน้ำตาลพ่วงโรงไฟฟ้าชีวมวลที่กำลังผุดขึ้นในภาคอีสาน มันจริงไหมที่ประเทศไทยต้องการน้ำตาลมากขนาดนั้น หรือเบื้องหลังของน้ำตาลคือเรื่องพลังงาน?

นโยบายอ้อยและน้ำตาลพ่วงกับโรงไฟฟ้าชีวมวลที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีสานมีที่มาอย่างไร

ผมคิดว่าต้องย้อนกลับไปดูกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เท่าที่เราตามข้อมูลนะมันคือ นโยบายที่เขาเรียกว่า “ประชารัฐ” มีพูดถึงเรื่องน้ำตาลมาเกี่ยวข้องเพราะฉะนั้นจะเห็นแนวทางของครม.ชุดรัฐบาลปัจจุบันนี้ ที่รักษาการอยู่เนี่ย ก็พยายามจะมีนโยบาย เช่น เรื่องการขยายมติครม. เรื่องการผุดโรงงานน้ำตาลทั่วอีสาน ที่เราเห็นก็ประมาณ 20 กว่าโรงงาน

และเฉพาะในแผนพัฒนนาเศรษฐกิจด้วยเราก็จะเห็นพูดถึงเรื่องน้ำตาล พอเราเห็นที่มาที่ไปแบบนี้ อันที่หนึ่ง “มันไม่ใช่แค่น้ำตาล” เราจะเริ่มเห็นว่ามันมี “โรงไฟฟ้าชีวมวล” ด้วย คือมันอาจจะบอกว่ากากน้ำตาลหรือซากอ้อยที่เหลือเอาไปผลิตพลังานซะก็หมุนเวียนไปตรงนั้นซึ่งผมคิดว่ามันเริ่มพ่วงไปเรื่อยตรงนี้

ประเด็นสำคัญเราพบว่ากลุ่มทุนพวนนี้ที่อยู่เบื้องหลังการทำนโยบายน้ำตาล มันก็อยู่เบื้องหลังการรัฐประหารตรงนี้ด้วย เราก็จะเห็นรายชื่อเต็มไปหมด อันนี้ผมคิดว่าไปดูกันได้ ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญ เพราะฉะนั้นนโยบายแบบนี้ก็เป็นนโยบายที่ท็อปลงมาดาวน์ลงมาสู่ชาวบ้าน ซึ่งท้ายที่สุดมันความเกิดความขัดแย้ง

ภาพรวมของภาคอีสาน จากนโยบายนี้

ผมคิดว่าการปรับพื้นที่ดินของชาวบ้าน เช่นที่เราเคยศึกษาเรื่องนี้ ปัจจุบันนี้มันมีการปรับที่ดินพื้นที่เกษตรกรรม ที่นาก็กลายเป็นการปลูกอ้อยเต็มไปหมด พูดง่ายๆ เราปลูกอ้อยไม่ได้ปลูกข้าว แน่นอนว่าข้าวต้องซื้อกินล่ะ อันนี้เราเห็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนวิถี มันเริ่มเติมเข้ามาในเรื่องของสารเคมีที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น เราจะเห็นที่หนองบัวลำภูที่มีการปลูกอ้อยเต็มไปหมด พูดถึงสารเคมี การเจ็บป่วยจากสารเคมีที่เกิดขึ้นของเกษตรกร อันนี้เราเห็น

และสิ่งที่เราพบคือการสูญเสียที่ดิน ซึ่งผมคิดว่าหลายที่ชาวบ้านเป็นหนี้ ยิ่งทำอ้อยยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น แล้วก็สูญเสียที่ดิน ถูกยึดไป อีกอันหนึ่งที่เราพบคือหัวไร่ปลายนาที่เป็นป่า ที่เคยเป็นอาหารของชาวบ้าน เป็นตู้เย็นของครอบครัว มันหายไปเพราะต้องปรับพื้นที่ทั้งหมด โล่ง เตียน เพื่อใช้ในการปลูกอ้อย คือมันทำให้ระบบนิเวศมันเปลี่ยนครับ

อันนี้คือเป็นในเชิงของผลกระทบที่ผ่านมา
อืม ใช่

สถานการณ์ปัจจุบันพื้นที่ใหม่ที่กำลังจะเกิดโรงงานน้ำตาลขึ้น ตอนนี้ในอีสานมันไปถึงไหนแล้ว

คือที่เราตามอยู่ในเครือข่ายพวกเรานะ เช่น บ้านไผ่ เขาจะมีเวทีที่เรียกว่ารับฟังความเห็น กำหนดขอบเขต ที่เรียกว่า ค.1 กันนั่นแหละ วันที่ 21,22,23 มีนาคมที่จะเกิดขึ้นนี้ ผมคิดว่าชาวบ้านก็กำลังเตรียมตัว แต่ฝ่ายบริษัทก็หนักอยู่เหมือนกันในการเตรียมตัว เพราะมีตั้ง 3 เวที สิ่งที่เรากังวลคือชาวบ้านจะมีส่วนร่วมในกระบวนการจริงไหม และคำถามที่จะเกิดขึ้นมันเคลียร์ไหมสำหรับชาวบ้านใช่ไหม ผมมองว่ามันเป็นการบังคับให้เกิดการับฟังความเห็นของประชาชนในระดับพื้นที่

ที่อำนาจเจริญอันนั้นผ่านแล้ว ใบอนุญาตผ่าน แม้ชาวบ้านจะลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวกัน คัดค้าน แต่ก็ผ่านไปโดยชาวบ้านยังตั้งคำถามอยู่ อำเภอชำนิ ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ที่เราก็ไปเรียนรู้ ไปรับฟัง เป็นเครือข่ายกันก็เริ่มเห็นว่าจะผุดโรงงานน้ำตาล ที่โพนพิสัย จังหวัดหนองคาย รับฟังค.1 เสร็จไปแล้วแต่ชาวบ้านก็ยังมึนๆ อยู่ว่ามันเป็นยังไงต่อ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าเราจะทำอย่างไรที่จะสร้างเน็ตเวิร์ค กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างชาวบ้านทุกจุด ซึ่งมัน 20 กว่าโรงงาน

ผมคิดว่านี่เป็นบทบาทของพวกเราที่ทำงานในอีสาน และบทบาทของนักกิจกรรมทางสังคมที่ต้องช่วยกันให้ความรู้กับชาวบ้าน เพื่อตั้งคำถาม มันจริงไหมว่าประเทศไทยต้องการน้ำตาลมากขนาดนั้น หรือจริงๆ แล้วเบื้องหลังของน้ำตาลคือเรื่องพลังงาน

ถ้าพูดถึงเรื่องการพัฒนาของอีสาน มีข้อเสนอหรือมุมมองยังไงต่อการพัฒนาอีสาน

คือกรณีเคสอ้อยและน้ำตาล เราเสนอว่าต้องสร้างยุทธศาสตร์หรือทางเลือกของการพัฒนาอีสานให้มันชัด ‘ให้เลือก’ ไม่ใช่คุณฟันธงมาจากมติ ครม.แล้วจบ และเลือกเลยว่าอีสานต้องเหมาะกับน้ำตาล แต่เราอยากศึกษาว่า เฮ้ย ทางเลือกจริงๆ ว่าอีสานมันควรจะเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่อ้อยและน้ำตาล หรือจะเป็นอ้อยและน้ำตาลก็ได้แต่ต้องศึกษาและเอาข้อมูลมาแบกับประชาชนแล้วมาเขียนแผนกันแต่ละจังหวัดก็ว่ากันไปครับ
……………………………
สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2562