คปน.อีสาน จี้ทุนต้องยุติกระบวนการทั้งหมดทุกโครงการในภาคอีสาน

คปน
Share on facebook
Share on twitter
Share on email
Share on print

จากกรณีที่มีข่าวเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมาว่าทางโรงงานน้ำตาล พร้อมถก คณะกรรมการประชาชนคัดค้านโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล (คปน.) หาทางออกโรงงานน้ำตาล – โรงไฟฟ้าชีวมวล โดยผู้ประกอบการพร้อมร่วมหารือกับ คปน. เพื่อหาทางออกร่วมกันในการดำเนินโครงการก่อสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยย้ำทุกอย่างดำเนินการถูกต้องตามกฏหมายและคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมนั้น

ด้านนายสิริศักดิ์ สะดวก ผู้ประสานงานคณะกรรมการประชาชนคัดค้านโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล (คปน.)ภาคอีสาน กล่าวว่า ผู้ประกอบการควรที่จะยุติกระบวนการทุกอย่างในภาคอีสานทั้งหมดก่อนถ้ามีความจริงใจ อย่ามาอ้างถึงการคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตชุมชน เพื่ออธิบายความชอบธรรมให้กับผู้ประกอบการ เนื่องจากที่ผ่านมาทาง คปน. ภาคอีสาน ได้ติดตามกระบวนการเริ่มต้นในการดำเนินการของผู้ประกอบการในหลายพื้นที่

พบว่า 1.พื้นที่ไม่เหมาะสมที่จะดำเนินโครงการก่อสร้าง เพราะโรงงานมาตั้งใกล้ชุมชน วัด โรงเรียน พื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์ เช่น พื้นที่ จ.อำนาจเจริญ-จ.ยโสธร,บ.ไผ่ จ.ขอนแก่น,จ.ศรีสะเกษ,อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์,จ.ร้อยเอ็ดและ จ.อุดรธานี

2.สถานที่จะดำเนินการก่อตั้งโรงงานไม่มีวัตถุดิบหลักคืออ้อย

3.สถานที่จะก่อตั้งโรงงานนั้นใกล้ทรัพยากรสำคัญของชุมชน เช่น แหล่งน้ำนั้นย่อมจะก่อให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรน้ำ ทั้งใต้ดินและเหนือผิวดิน

4.ขัดแย้งกับนโยบายจังหวัด

5.กระบวนการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ก็เหมือนเวทีที่ไม่รับฟังความคิดเห็น เนื่องจาก ก่อนจะมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นแต่ละครั้งในการดำเนินกระบวนการตามขั้นตอนนั้น จะต้องมีการให้ข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้านกับชาวบ้านที่อยู่ในชุมชนที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการก่อน เพื่อที่ชาวบ้านจะได้นำไปประกอบการตัดสินใจ ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ชาวบ้านในพื้นที่ไม่เคยรับรู้ข้อมูล ไม่เคยมีส่วนร่วม แต่มารับรู้อีกที่ก็เป็นเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 หรือครั้งที่ 2 ผ่านไปแล้ว ซึ่งทาง คปน. เรียกว่าเวทีที่ไม่รับฟังความคิดเห็น

ดังนั้นทางผู้ประกอบการจะมาอ้างว่าคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตชุมชน จึงได้มีการจัดทำ EIA หรือการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนาโครงการ เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น รวมถึงเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่น หรือในชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นจากการพัฒนาโครงการ

นายสิริศักดิ์ สะดวก ยังกล่าวว่า จริงๆ แล้วทางผู้ประกอบการเองไม่ได้เข้าใจวิถีชีวิตของชุมชนที่พึ่งพาอาศัยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรอก เพราะมิติทางด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชุมชนไม่สามารถที่จะประเมินค่าได้ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก

ภาคอีสานถึงจะเป็นพื้นที่ที่ส่วนใหญ่จะมีการปลูกข้าว นั้นก็ย่อมหมายถึงการมีวิถีชีวิตที่ยึดโยงกับทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า มาตั้งแต่ตั้งรกราก มาตั้งแต่บรรพบุรุษ และชุมชนเขาก็มีสิทธิที่จะอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ด้านดิน ด้านน้ำ ด้านอากาศ และคุณภาพชีวิต และชุมชนก็มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญในการที่จะแสดงความคิดเห็นที่จะไม่เห็นด้วยในการที่จะมีโรงงานอุสาหกรรมขนาดใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ของเขา

เนื่องจากการดำเนินโครงการอาจจะก่อให้เกิดผลกระทบในหลายประเด็น เช่น 1.ผลกระทบด้านกลิ่น ฝุ่น เสียง น้ำเสีย 2.ผลกระทบด้านสังคมที่จะมีประชากรแฝงเข้ามาเพิ่มในพื้นที่มากขึ้น 3.ผลกระทบด้านการแย่งชิงทรัพยากร 4.ผลกระทบด้านการจราจร เป็นต้น

ซึ่งผมมีทางเลือกที่เหมาะสมให้กับผู้ประกอบการคือ 1.ไปตั้งในพื้นที่ซึ่งมีวัตถุดิบจริงๆ คือพื้นที่ซึ่งมีอ้อย เพราะเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยจะได้ไม่ต้องเสียค่าขนส่งไปไกลโรงงาน 2.ในประเด็นเรื่องพลังงานรัฐควรมีการพูดคุยกับคนในแต่พื้นที่ เพื่อแสวงหาทางเลือกในการผลิตพลังงานให้เหมาะสมแต่ละพื้นที่ เช่น พลังงานโชล่าเซลล์ เป็นต้น เพื่อให้ชุมชนแต่ละพื้นที่ได้ร่วมกันจัดการและเป็นเจ้าของร่วมกัน

ด้านนายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการประชาชนคัดค้านโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลในภาคอีสาน กล่าวว่าเรายืนยันว่าเราจะไม่เจรจากับทุน แต่เรามีข้อเสนอดังนี้ คือ 1.ผู้ประกอบการจะต้องยกเลิกกระบวนการทั้งหมด เพราะทาง คปน.ภาคอีสาน มองว่าที่ผ่านมานั้นกระบวนการที่ผู้ประกอบการดำเนินการมานั้นผิดขั้นตอน 2.ให้มีการพูดคุยเปิดเผยข้อมูลนโยบายโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลทั้งภาคอีสาน และ 3.จะต้องประเมินยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมภาคอีสานก่อน และผมขอย้ำว่าผู้ประกอบการจะต้องยุติกระบวนการทุกโครงการที่จะมีขึ้นในภาคอีสานทั้งหมด โดยเฉพาะการจะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 บ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่นที่จะมีขึ้นในวันที่ 10-12 กันยายนนี้ หรือพื้นที่อื่นๆ ในภาคอีสาน