เปิดเวทีถกแผนฟื้นฟูเหมืองแร่ทองคำ จ.เลย วางแนวทาง ‘การมีส่วนร่วม’ เป็นหัวใจสำคัญ

สาระอีสานา
Share on facebook
Share on twitter
Share on email
Share on print

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด จ.เลย เปิดเวทีถกร่วมกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางร่วมกันในการพัฒนาแผนการฟื้นฟูการปนเปื้อนมลพิษ ในพื้นที่เหมืองแร่ทองคำ จ.เลย

19 ก.ย.62 ชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้านใน ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย และจังหวัดเลย จัดเวทีเพื่อพัฒนาแผนการฟื้นฟูการปนเปื้อนมลพิษ ในพื้นที่เหมืองแร่ทองคำ จังหวัดเลย เพื่อนำเสนอความคืบหน้าในการดำเนินการฟื้นฟูการปนเปื้อนมลพิษและเสนอร่างความคิดแผนการฟื้นฟู

เพื่อพัฒนาการร่วมมือในการผลักดันให้เกิดการฟื้นฟูการปนเปื้อนมลพิษจากเหมืองแร่ทองคำของหน่วยงานราชการ หน่วยงานในท้องถิ่น นักวิชาการ และประชาชนในชุมชน โดยมีตัวแทนจากประชาชนในชุมชนรอบเหมืองแร่ทองคำ 6 หมู่บ้าน หน่วยงานราชการ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม เศรษฐศาสตร์ และกฎหมาย เข้าร่วมเวที ที่ หอประชุมอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย

เวลา 8.30 น. โดยว่าราชการจังหวัดเลย นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ได้กล่าวถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ในแผนฟื้นฟูว่า “การฟื้นฟูต้องเป็นไปตามกฎหมาย หน่วยงานราชการต้องฟังพี่น้องประชาชน เพราะพี่น้องประชาชนอยู่ในพื้นที่อยู่กับปัญหาจนกระทั่งตายไปจึงต้องฟังประชาชน ต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ มีความรับผิดชอบ และต้องคุ้มค่า”

ในเวทีครั้งนี้ประชาชน 6 หมู่บ้านในพื้นที่รอบเหมืองแร่ทองคำ จ.เลย ได้นำเสนอร่างแผนฟื้นฟูเยียวยาการปนเปื้อนมลพิษต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ในพื้นที่เหมืองแร่ทองคำ จ.เลย ซึ่งได้ร่วมกันจัดทำแผนฟื้นฟูขึ้นตั้งแต่ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา และร่วมกับนักวิชาการพัฒนาแผนจนเป็นรูปธรรม

ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของการฟื้นฟูของชุมชน “ คนปลอดภัย สิ่งแวดล้อมปลอดภัย มีความหลากหลายของของอยู่ของกิน หนี้สินลด หมดความขัดแย้ง เป็นแหล่งเรียนรู้ ฟื้นฟูชุมชน ” และมีวัตถุประสงค์คือ

1.เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางสุขภาพ
2.เพื่อฟื้นฟูป่าไม้ แหล่งน้ำ ให้กลับคืนมาเป็นแหล่งอาหารของคนในพื้นที่ พึงพาธรรมชาติดังเดิมได้
3.เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ของคนในชุมชน
4.เพื่อสร้างเป็นแหล่งเรียนรู้และเผยแพร่แนวคิดในการต่อสู้ให้เกิดการฟื้นฟูการปนเปื้อนโดยชุมชน

“ชาวบ้านอยากมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนการฟื้นฟูทั้งในและนอกบริเวณเหมือง และพลักดันการทำข้อบัญญัติชุมชนไม่ให้มีเหมือง เพราะเป็นบ้านเกิด รักและหวงแหนมาก สิ่งที่ชุมชนพยายามเสนอการฟื้นฟูไม่ใช่แค่เรื่องมลพิษ แต่เป็นมลพิษในความสัมพันธ์ของคนในชุมชนที่เกิดความขัดแย้ง รวมถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่ถูกกระทำมาตลอดการต่อสู้ ” นายสุระพันธุ์ รุจิไชยวัฒน์ ตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน กล่าวขณะนำเสนอร่างแผนฟื้นฟูโดยชุมชน

ผศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้เชี่ยวชาญในด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมด้านการฟื้นฟูการปนเปื้อนสารอันตราย ได้ให้มุมมองทางวิศวกรรมฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตราย โดยอ้างอิงกฎหมายสิ่งแวดล้อมในสหรัฐอเมริกา หรือ Cercla เพราะในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการฟื้นฟูโดยตรง

ซึ่งอ้างอิงนิยามของการฟื้นฟูว่า กิจกรรมซึ่งเป็นการฟื้นฟูคือการจัดการความเสี่ยงทั้งในระยะกลางและระยะยาว จะไม่รอให้มีการปนเปื้อนก่อนจึงต้องจะแก้ไข และการฟื้นฟูจึงไม่ใช่การปรับภูมิทัศน์ ไม่ใช่แค่การจัดการแหล่งกำเนิดหรือย้ายออกไป ต้องจัดการทั้งระบบเพื่อให้ประชาชนปลอดภัย และประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มกระบวนการ หากจะนำกรอบของ Cercla มาใช้ที่พื้นที่เหมืองแร่ทองคำ จ.เลย อย่างแรกจึงต้องถามประชาชนก่อนว่านิยามของการฟื้นฟูคืออะไร ซึ่งชาวบ้านมีอยู่แล้ว และก้าวหน้ามาก

อ.ธนพล ได้ยกตัวอย่างที่ข้อมูลที่เคยลงมาศึกษาในพื้นที่เหมืองแร่ทองคำและบริเวณโดยรอบปรากฏว่า พบการปนเปื้อนไซยาไนด์ เกินค่ามาตรฐานหลายร้อยเท่า รวมถึงสารหนู ที่พบในตะกอนดินบริเวณแหล่งน้ำ และได้เน้นย้ำว่า “หัวใจการฟื้นฟูคือ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ไม่ใช่แค่เทคนิคจะเป็นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ชุมชนอยู่ได้ ชุมชนมีส่วนร่วม และขอสนับสนุนชาวบ้านที่จะต้องมีส่วนร่วม ไม่เช่นนั้นการฟื้นฟูก็จะไม่บรรลุผล ”

ด้านกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมเวที โดยยอมรับว่าพื้นที่ไม่เหมาะสมในการดำเนินกิจการต่อและต้องได้รับการฟื้นฟู และมีข้อมูลจำนวนมากที่จะต้องนำมาทำแผนฟื้นฟู และในฐานะหน่วยงานที่อนุญาตจะต้องเข้ามาดำเนินการ โดยมีแผนในระยะเร่งด่วนคือการตรวจสอบความมั่นคงของสันเขื่อนที่เป็นบ่อกักเก็บกากแร่ และการทรุดตัวของบริเวณประกอบการ โดยร่างแผนที่กรมทำขึ้นก็มีทั้งสิ่งแวดล้อม และสังคม ตั้งแต่งหน่วยงานภายนอกเช่น ป่าไม้ สผ. และนำมาให้ชาวบ้านพิจารณา และส่งให้กรมควบคุมมลพิษอีกครั้ง ส่วนใครจะเป็นผู้รับผิดชอบก็ต้องหารืออีกครั้ง และในกรอบของกฎหมายใครจะรับผิดชอบส่วนไหนบ้าง

“ประเด็นที่ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น กรมขอรับไปพิจารณา แต่หลักการการร่วมมือกัน กรมก็จะรับไปพิจารณา โดยกรมเห็นว่าจะต้องมีส่วนร่วมจากประชาชน ผ่านความเห็นจากประชาชนอย่างแน่นอน” น.ส.จารุวัฒน์ พ่วงสุข นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ ตัวแทนอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่กล่าว

นอกจากนี้ยังมีตัวแทนจากสาธารณะสุข จังหวัดเลย ได้นำเสนอแผนงานในการเข้ามาตรวจสุขภาพเพื่อหาสารโลหะหนักโดยขยายพื้นที่การเฝ้าระวังในรัศมี 10 กิโลเมตรจากปากปล่องเหมืองซึ่งจะมีหมู่บ้านที่ต้องตรวจสอบเพิ่ม 3 หมู่บ้าน แต่จะเก็บตัวอย่างเฉพาะประชาชนที่มีที่ทำกินในรัศมี 5 กิโลเมตรจากปากปล่องเหมือง และจะตรวจสอบการปนเปื้อนมลพิษทางอาการด้วย เพราะยังไม่ทราบจุดที่สารโลหะหนักจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่เข้าห่วงโซ่อาหารและสู่ร่างกายประชาชน

และในช่วงก่อนเปิดให้ประชาชนแลกเปลี่ยน อ.อาภา หวังเกียรติ วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ ม.รังสิต ได้เน้นย้ำว่า เป็นที่ยอมรับว่า พื้นที่รอบเหมืองแร่ทองคำ จ.เลย มีการปนเปื้อนมลพิษ จนถึงขั้นต้องเข้ามาฟื้นฟู จากทั้ง กรมอุตสาหกรรมและการเหมืองแร่ กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงสาธารณะสุข แม้แหล่งกำเนิดมลพิษหยุด แต่แหล่งกักเก็บแร่ยังมีการรั่วไหลอย่างน้อย 1 จุด และอาจมีมากกว่า1 จุด ซึ่งเรายังไม่ได้เข้าไปศึกษาอย่างละเอียด แต่สิ่งสำคัญคือ การกำหนดเป้าหมายการฟื้นฟูที่ต้องเป็นเป้าหมายเดียวกัน โดยต้องมีส่วนร่วมของประชาชน และค่าความเสี่ยงจะต้องอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ โดยอาจอ้างอิงจากมาตรฐานจากต่างประเทศ

ส่วนในช่วงแลกเปลี่ยน ทนายวีรวัฒน์ อบโอ ทนายความจากศูนย์ข้อมูลชุมชนได้ให้ความเห็นประเด็นทางกฎหมายเพิ่มเติมโดยสรุปความว่าในคดีนี้ศาลชี้ว่า มลพิษที่ปนเปื้อนมาจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ ที่ไม่ได้มีมาตรการในการป้องกัน จำเลยซึ่งประกอบกิจการเหมืองแร่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายเยียวยาและทำแผนการฟื้นฟู ซึ่งผลกระทบไม่ได้เกิดในเฉพาะในเขตเหมืองแร่แต่รวมถึงชุมชนรอบเหมืองและต้องฟื้นฟูสุขภาพของประชาชน

ที่สำคัญประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการทำแผนฟื้นฟู แม้ตอนนี้บริษัทมีสถานะล้มละลาย แต่หน่วยงานราชการที่เป็นคนอนุญาตให้ประกอบกิจการสามารถเข้ามาดำเนินการฟื้นฟู โดยสามารถไล่เบี้ยจากบริษัทได้ ตามประมวนกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.358 และการฟื้นฟูจะต้องฟื้นฟูให้มีสภาพใกล้เคียงสภาพเดิมมากที่สุด และเน้นย้ำว่า การมีส่วนร่วมที่แท้จริงจะต้องมองที่เนื้อหาสาระ ไม่ใช่แค่การรับฟังข้อมูลฝ่ายเดียว

ปัจจุบันศาลได้มีคำพิพากษาเป็นที่สิ้นสุดคดีหมายเลขดำที่ สว.(พ)1/2561 ประชาชนรอบเหมืองแร่ทองคำ จ.เลย เป็นโจทก์ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายและการฟื้นฟูการปนเปื้อน โดยศาลพิพากษาสรุปความว่า การปนเปื้อนมลพิษเกิดจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ที่ไม่ได้มาตรฐาน กำหนดให้จำเลยซึ่งคือบริษัททุ่งคำ จำกัด เจ้าของกิจการเหมือแร่ ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ 149 คน คนละ 104,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง

และตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 43 กำหนดให้ประชาชนร่วมกันใช้สิทธิชุมชนในการบำรุงดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติได้ จึงใช้สิทธิฟ้องให้มีการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติได้ และมีสิทธิอยู่ในสภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี เหมืองในฐานะผู้ก่อมลพิษจึงมีหน้าที่ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม พิพากษาให้บริษัทดำเนินการฟื้นฟูและออกค่าใช้จ่ายให้สภาพแวดล้อมที่ดีตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการทำแผนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมด้วย

ส่วนบริษัททุ่งคำ จำกัด ปัจจุบันมีสถานะล้มละลาย ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด มีเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นคนดูแลจัดการทรัพย์สินทั้งหมด