คปน.อีสาน ยื่น ‘ปิยะบุตร’ ขอตรวจสอบEIA โรงงานน้ำตาล-ไฟฟ้าชีวมวล

คปน2
Share on facebook
Share on twitter
Share on email
Share on print

คปน.อีสาน ยื่นหนังสือถึง ปิยบุตร แสงกนกกุล ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน เพื่อให้ตรวจสอบกระบวนการจัดทำอีไอเอที่ชาวบ้านไม่มีส่วนร่วมของโครงการโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลภาคอีสาน 5 กรณี 6 จังหวัด

วันที่ 10 ธันวาคม 2562 เมื่อเวลาประมาณ 13.30 น. ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตัวแทนคณะกรรมการประชาชนคัดค้านโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล คปน.ภาคอีสาน ประมาณ 30 คน ได้ยื่นหนังสือให้ อาจารย์ปิยบุตร แสนกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่และประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ให้ตรวจสอบกระบวนการจัดทำอีไอเอที่ชาวบ้านไม่มีส่วนร่วมของโครงการโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลภาคอีสาน 5 กรณี 6 จังหวัด และลงพื้นที่

นายอักษร สายสิงห์ อายุ 63 ปี คปน.ภาคอีสาน กล่าวว่า วันนี้ได้มายื่นหนังสือหนังสือประธานกรรมาธิการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เพื่อให้ตรวจสอบกระบวนการจัดทำอีไอเอที่ชาวบ้านไม่มีส่วนร่วมของโครงการโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลภาคอีสาน 5 กรณี 6 จังหวัด

เนื่องจากภายหลังการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล คสช. เข้าบริหารประเทศ 17 สิงหาคม 2558 กระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกประกาศ ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องการให้ตั้งหรือขยายโรงงานน้ำตาลในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร พ.ศ. 2558

โดยนิยามจากเดิมคำว่า “ตั้งโรงงานน้ำตาล” หมายความว่า ตั้งโรงงานน้ำตาลขึ้นใหม่เท่านั้น แต่ประกาศกระทรวงในครั้งนี้ให้หมายความรวมถึง “การขยายโรงงาน” และ “การย้ายโรงงานน้ำตาล” ไปตั้งยังพื้นที่อื่นได้ด้วย เป็นการปลดล็อคให้ผู้ประกอบการสามารถขออนุญาตตั้งโรงงานน้ำตาลใหม่ และขอขยายหรือย้ายโรงงานน้ำตาลไปยังพื้นที่อื่นโดยมีระยะห่างระหว่างโรงงานเดิมกับโรงงานใหม่ไม่น้อยกว่า 50 กิโลเมตร

ด้านนายสิริศักดิ์ สะดวก อายุ 40 ปี ผู้ประสานงาน คปน.ภาคอีสาน กล่าวว่า ที่ผ่านมากระบวนการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นกรณีโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล ที่ดำเนินการที่ผ่านมาในภาคอีสานผมตั้งข้อสังเกตว่า

1.การจัดการมีส่วนร่วมในรูปแบบที่กฎหมายหรือคำสั่งที่กำหนดขึ้นมานั้น ไม่ได้ให้อำนาจกับประชาชนในพื้นที่ที่จะตัดสินใจว่าจะเอาหรือไม่เอาโครงการที่กำลังจะลงมาในพื้นที่ของตัวเองหรือไม่ เป็นเพียงพิธีกรรมที่ให้ประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกระบวนการ เสนอความคิดเห็น เพียงเท่านั้น

2.เป็นกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการโครงการนั้นๆ นอกจากการจัดกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นเพียงพิธีกรรมอย่างที่กล่าวมาข้างต้นแล้วนั้น ในกระบวนการภายหลังจากการจัดการการมีส่วนร่วมของประชาชน 2 ครั้งเสร็จแล้ว ประชาชนก็จะไม่มีส่วนร่วมในการพิจารณารายงานนั้นๆอีกต่อไป เพราะกระบวนการทั้งหมดจะถูกพิจารณาโดย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และ คณะกรรมการชำนาญการ (คชก.) ซึ่งไม่มีส่วนยึดโยงใดๆกับประชาชนในพื้นที่แต่อย่างใด อีกทั้งหากรายงานนั้นไม่สมบูรณ์ยังสามารถให้ผู้ทำรายงาน นำกลับไปแก้ไข เพิ่มเติม ปรับปรุงใหม่ได้จนกว่าจะสมบูรณ์

3.การนำมาปฏิบัตินั้น การจัดกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนในการทำรายงานที่กล่าวมาข้างต้นนั้น มีการกีดกันผู้เห็นต่าง หรือผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการตั้งโรงงานที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยนำกำลังจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ และพนักงานของผู้ดำเนินโครงการมากีดกันไม่ให้กลุ่มหรือเครือข่ายผู้ที่เห็นต่างเข้าร่วมแสดงเจตนารมณ์ในกระบวนการนั้นๆ

ดังนั้นการจะออกนโยบายการพัฒนา โครงการต่างๆออกมานั้นต้องมีการประเมินพื้นที่ภาพใหญ่เสียก่อน หรือเรียกว่า การประเมินผลกระทบพื้นที่เชิงยุทศาสตร์ (STRATEGIC ENVIRONMENTAL ASSESSMENT : SEA) เพื่อที่จะได้ทราบถึงศักยภาพในพื้นที่นั้นๆว่าเหมาะแก่การพัฒนาในรูปแบบไหน

อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ และประธานกรรมาธิการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน รับปากว่า จะนำเรื่องเข้าพิจารณาในกรรมาธิการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน และจะส่งเรื่องไปที่พรรคอนาคตใหม่ เพื่อให้ สส.ในพรรคได้อภิปรายในการประชุมสภา และคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ลงพื้นที่เพื่อรับฟังข้อเท็จจริง