‘หยุดรวมศูนย์อำนาจจัดการน้ำไว้ที่รัฐ’ เครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำชีเสนอยกเลิก พ.ร.บ.น้ำ

82260704_308526870081508_2736137863996375040_n
Share on facebook
Share on twitter
Share on email
Share on print

วันที่ 8 มกราคม 2563 เวลา 10.30 น. ณ ศูนย์พิทักษ์สิทธิการจัดการทรัพยากรชุมชนลุ่มน้ำชีตอนล่าง ตำบลโพนเมือง อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด  มีคณะกรรมการเครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำชี จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดยโสธร กว่า 150 คน ได้จัดเวทีแลกเปลี่ยน พ.ร.บ.น้ำ

จากกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ที่ผ่านมา ที่มี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นประธานเห็นชอบหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าชลประทาน การจัดเก็บหรือชำระค่าชลประทาน และการยกเว้นและการผ่อนชำระค่าชลประทาน พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอโดยมีสาระสำคัญตามที่สื่อมวลชนเสนอไปแล้วนั้น หลังจากการแลกเปลี่ยนทางคณะกรรมการเครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำชี ต่างมีข้อเสนอให้ยกเลิก พ.ร.บ.น้ำ ที่จะมาเก็บภาษีน้ำกับเกษตรกร ซ้ำยังเพิ่มปัญหาให้กับเกษตรกรชาวรากหญ้าทั้งระยะสั้นระยะยาว

นายนิมิต หาระพันธุ์ คณะกรรมการเครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำชีจังหวัดยโสธร กล่าวว่า พ.ร.บ.น้ำ นี้จะเป็นปัญหากับเกษตรกรชาวบ้านลุ่มน้ำแน่นอน เนื่องจากเป็นกฎหมายที่ชาวบ้านไม่เคยได้มีส่วนร่วมแล้วจะมาเก็บภาษีน้ำอย่างไร วันนี้จึงลุกขึ้นมาเสนอให้รัฐบาลรับรู้ว่าชาวบ้านไม่ต้องการ พ.ร.บ.น้ำ

เครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำชี
เครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำชี

จากนั้นนายจันทรา จันทาทอง คณะกรรมการเครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำชีจังหวัดร้อยเอ็ด ได้อ่านคำประกาศ “คัดค้านการเก็บภาษีน้ำ เสนอยกเลิก พ.ร.บ.น้ำที่ซ้ำเติมเกษตรกรชาวรากหญ้า” ทางเครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำชี มองว่าหลังการคลอด พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. เกษตรกรลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำอีสานต่างกังวลว่าจะมีการเก็บภาษีน้ำหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมาเกษตรลุ่มน้ำทั้งภาคอีสานคัดค้านมาโดยตลอด

หาก พ.ร.บ.น้ำคลอดออกมาแล้วเกิดการใช้จริงจะส่งผลกระทบในระยะสั้นและระยะยาวต่อวิถีชีวิตของชาวนาลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำภาคอีสานอย่างไรบ้าง เนื่องจากปีที่ผ่านมาน้ำท่วมข้าวนาปีเสียหายหมดทำให้เกษตรขาดรายได้หลัก ทำให้ปีนี้เกษตรกรจะต้องทำนาปรังเพื่อทดแทนนาปี และชาวนาก็เสียค่าน้ำอยู่แล้วสามลักษณะคือหนึ่งเสียในรูปแบบเป็นกลุ่มผู้ใช้น้ำที่เก็บเฉลี่ยกันรายชั่วโมง สองเสียค่าน้ำในลักษณะค่าไฟฟ้าที่บางครอบครัวเจาะบ่อบาดาลสูบน้ำขึ้นมาทำนาปรังหรือรดน้ำสวนผัก สามเสียในลักษณะค่าน้ำมันที่บางครอบครัวจะต้องนำเครื่องสูบน้ำดึงน้ำขึ้นมา ดังนั้นทั้งที่ผ่านมาและปัจจุบันเกษตรก็เสียค่าน้ำอยู่แล้ว

ปัจจุบันเกษตรกรยิ่งเห็นชัดแล้วว่า พ.ร.บ.น้ำ ฉบับนี้เป็นฉบับรวมศูนย์อำนาจการจัดการน้ำอยู่ที่รัฐ เพราะสุดท้ายต้องขึ้นกับหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่(กนช.)ประกาศกำหนด โดยเฉพาะมาตรา 49 กำหนดให้ นายกรัฐมนตรี มีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าใช้น้ำสำหรับการใช้น้ำประเภทดังกล่าว โดยให้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเรียกเก็บลดหย่อนหรือยกเว้นค่าใช้น้ำดังกล่าว

ระบบภาษีน้ำ การเก็บค่าธรรมเนียมการใช้น้ำ เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ขัดต่อหลักสากลว่าด้วยการเข้าถึงน้ำอันเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตมนุษย์ แม้ว่ากิจการ ประเภท และรูปแบบการใช้น้ำจะมีหลากหลาย แต่สิทธิของชุมชนในการจัดการและใช้ประโยชน์จากน้ำอย่างสมดุลและยั่งยืนควรได้รับการรับรอง และมีอำนาจในการบริหารจัดการเองได้ การใช้น้ำของชุมชน ไม่ควรต้องแลกด้วยเงินที่ต้องจ่ายให้รัฐ หรืออย่างน้อยควรมีการกำหนดปริมาณอันจำเป็นที่ชุมชนต้องใช้ก่อน เว้นแต่ปริมาณที่เกินกว่านั้น และชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการกำหนด

ปัญหาทรัพยากรน้ำ เป็นเรื่องความล้มเหลวของรัฐและหน่วยงานของรัฐเองที่ไปมุ่งเน้นแต่เรื่องการจัดหาน้ำ การพัฒนาแหล่งน้ำ หรือน้ำตันทุน (water supply)จนละเลยเรื่องการพัฒนาระบบชลประทานย่อยในระดับไร่นา ระดับชุมชน หรือลุ่มน้ำขนาดเล็กที่ให้ชุมชนมีบทบาทสำคัญในการจัดการในฐานะเจ้าของทรัพยากร รวมถึงการละเลยที่จะมุ่งเน้นเรื่องการใช้ย้ำอย่างมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีอย่างแท้จริง เช่น การนำน้ำทะเลมาใช้ด้วยกระบวนการทำให้กลายเป็นน้ำจืด การรีไซเคิลน้ำจากเมือง อุตสาหกรรมเพื่อนำมาใช้ในระบบน้ำประปา หรือเป็นน้ำดิบใหม่ การลดภาษีเครื่องจักรอุปกรณ์เทคโนโลยีเหล่านี้จากต่างประเทศเพื่อนำมาใช้กับการประบปรุงคุณภาพน้ำให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีก

ด้วยปริมาณน้ำฝนของประเทศไทยไม่ใช่ประเทศแห้งแล้งเลย แต่ความสามารถในการจัดการน้ำของเราต่ำมาก ตั้งโจทย์ผิด ควรทำจากเล็กไปหาใหญ่ ไม่ใช่พัฒนาโครงการขนาดใหญ่แล้วมาสร้างความขัดแย้งและผลกระทบกับคนเล็กคนน้อย จึงเสนอว่า อีก 2 ทศวรรษ จากนี้ ความเป็นเรื่องการจัดการน้ำในส่วนผู้ใช้น้ำ (ไม่ใช่ไปสร้างแหล่งน้ำเพิ่ม) เช่น ระบบการใช้น้ำในพื้นที่เกษตรกรรมทำอย่างไรจึงจะประหยัด ใช้น้ำน้อย มีประสิทธิภาพ และได้ผลผลิตดี ราคาดี ไม่ใช่ไปหาน้ำมามากๆ แล้วเก็บค่าน้ำอย่างที่กำลังจะทำ

ในชุมชนเมือง อุตสาหกรรม ก็ควรมุ่งเน้นไปที่การจัดทำแหล่งน้ำในพื้นที่ของตนเอง ในพื้นที่ของนิคมฯ ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับอุตสาหกรรม และการรำระบบเทคโนโลยีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพในสถานปรกอบการมาใช้อย่างจริงจัง รวมถึงสถานบริการ เมือง ซึ่งสามารถนำน้ำเสียมาปรับปรุงคุณภาพน้ำเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ อันนี้คือสิ่งที่ควรต้องทำและให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในในช่วง 20 ปีนี้

ดังนั้นทางเครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำชี จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดยโสธร จึงมีข้อเสนอ
1.ให้ยกเลิก พ.ร.บ.น้ำ ที่จะซ้ำเติมเกษตรกรรากหญ้า ไม่มี พ.ร.บ.น้ำ เกษตรกรก็เสียค่าน้ำอยู่แล้ว พ.ร.บ.น้ำควรไปกำกับดูแลการใช้น้ำประเภทที่สอง และที่สาม เพื่อไม่ให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรน้ำกับชุมชน

2.ให้ทบทวนใหม่ และเสนอแนวทางอื่นที่เหมาะสมกว่านี้ แม้ว่าแนวคิดด้านเศรษฐศาสตร์อาจจะมองว่า หากมีการจ่ายเพื่อใช้ทรัพยากร อาจจะช่วยให้การใช้น้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ไม่ควรเอาการจ่ายด้วยเงิน อันเป็นต้นทุนในการผลิตเพิ่มขึ้นภายใต้ราคาผลผลิตสินค้าเกษตรที่ตกต่ำตลอดมา เป็นการผลักภาระให้เกษตรกรและชุมชนโดยหลีกเลี่ยงมิได้