ประยงค์ ดอกลำไย : พ.ร.บ.ป่าชุมชน 2562 ไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนต่อสู้และต้องการ

forest01
Share on facebook
Share on twitter
Share on email
Share on print

ปัญหาของกฎหมายป่าไม้ที่ดินฉบับใหม่ที่ออกมาคืออะไร ?

ยุทธศาสตร์ชาติ 20ปี มาจากแค่คนกลุ่มหนึ่ง โดยคัดลอกแนวคิดมาจากประเทศต่างๆ แล้วมาเรียบเรียงใหม่ กระบวนการรับฟังความคิดเห็นก็เป็นเพียงการทำตามกระบวนการเท่านั้น แต่ไม่ได้รับฟังจริงๆ จุดประสงค์ที่แท้จริงคือเพื่อควบคุมนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น ประเทศไทยต้องการให้มีพื้นที่ป่าทั้งหมด 40% แต่ปัจจุบันมีประมาณ 31% วิธีการได้ป่าคืนคือ นโยบายทวงคืนผืนป่า โดยใช้กำลังทหารและเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไล่ยึด ไล่คนออกจากป่า ทำให้ชาวบ้านต้องสูญเสียที่ดินทำกิน ถูกฟ้องร้องคดี และติดคุกจำนวนมาก

พ.ร.บ.ป่าชุมชนที่ผ่านมาเราใช้เป็นยุทธศาสตร์ในการต่อสู้มาโดยตลอด คนสามารถอยู่กับป่าได้ และอยู่มาก่อนที่จะมีกฎหมายออกมาบังคับใช้ แต่ พ.ร.บ.ป่าชุมชนที่สู้มาเกือบ 30 ปี ที่เพิ่งประกาศใช้และมีเวลาอีก 180 วันก่อนประกาศในราชกิจจาฯนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนต้องการ เพราะป่าชุมชนในกฎหมายที่ออกมานี่นั้นหมายถึง ป่านอกเขตป่าอนุรักษ์ – นอกเขตป่าสงวน,ป่าสงวนโซน C ,เขตห้ามล่า,เขตอุทยาน นั่นหมายความว่าป่าที่จะเป็นป่าชุมชนได้คือป่าเสื่อมโทรม ,ป่าช้า,และอาจรวมป่าบุ่งป่าทาม ซึ่งแทบไม่มีประโยชน์กับชุมชนหรือประชาชน  อีกทั้งยัง พ.ร.บ.ป่าไม้ฉบับใหม่ การใช้ทรัพยากรจากป่า-การเก็บเห็ด เก็บของป่า การเลี้ยงสัตว์ในเขตอุทยาน ประชาชนจะต้องขออนุญาตเท่านั้นและมีบทลงโทษที่รุนแรงมากทั้งทางแพ่งและทางอาญา แล้วจะแก้ปัญหาที่ดินทับซ้อนและทำให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้จริงหรือ ? หรือเป็นเพียงการออกกฎหมายเพื่อมาปิดปากประชาชน

และแม้จะมีการตั้งคณะกรรมการป่าชุมชนแห่งชาติเพื่อมาออกระเบียบ(กฎหมายลูก) แต่สัดส่วนคณะกรรมการก็ไม่ได้เป็นสัดส่วนที่จะทำให้ภาคประชาชนมีอำนาจในการตัดสินใจ เช่น ระดับนโยบายหรือระดับชาติ เป็นสัดส่วนข้าราชการ 13 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ(รวมภาคประชาชน) เพียง 8 คน ,ระดับจังหวัด – เป็นข้าราชการ 7 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน ภาคประชาชน 2 คน

ประยงค์ ดอกลำไย
ประยงค์ ดอกลำไย l ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน

ข้อแตกต่างของ พ.ร.บ. ฉบับเก่าและใหม่

โดย ดร.กฤษฎา บุญชัย เขียนลงเว็บไซต์ไทยพับลิก้า เมื่อ 13 เมษายน 2562 หัวข้อ 26 ปี พ.ร.บ.ป่าชุมชน บทสะท้อนความวกวนของประชาธิปไตยไทย

ร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชนได้ผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ปีนี้ (2562) หลังจากที่ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกยกร่างจากประชาชนทั้งผู้นำชุมชน นักพัฒนาเอกชน และนักวิชาการที่ขับเคลื่อนปฏิรูปป่าไม้ตั้งแต่ปี 2536 ในสมัยที่ยังไม่มีรัฐธรรมนูญรองรับให้ประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมายด้วยตนเอง (หมายเหตุ : พ.ร.บ.ป่าชุมชนประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 24 พ.ค.2562)

ร่างกฎหมายฉบับประชาชน กล่าวถึงการกำหนดเขตป่าชุมชนโดยครอบคลุมพื้นที่สาธารณะทุกประเภทรวมถึงเขตป่าอนุรักษ์ ที่หากมีชุมชนดำรงอยู่ มีสิทธิชุมชนในรูปวัฒนธรรมประเพณี หรือกฎระเบียบในการจัดการป่า และประสงค์จัดการป่าชุมชน ก็สามารถเสนอขอจัดตั้งป่าชุมชนได้ โดยให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ คือ รักษาระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ตอบสนองการใช้ประโยชน์ในการยังชีพของชุมชน ธำรงรักษาสิทธิชุมชนตามวัฒนธรรมประเพณี ที่สำคัญคือ ไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐอ้างเหตุจำเป็นของราชการใดมาปฏิเสธ จำกัด หรือตัดทอนเจตนารมณ์ของชุมชนที่ยื่นขอจัดตั้งป่าชุมชนตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว

นั่นหมายถึงความว่า รัฐไม่สามารถมีข้ออ้างอื่นใด ไม่ว่าจะเป็น เขตป่าอนุรักษ์ของรัฐ เขตสัมปทานเหมืองแร่ โรงไฟฟ้า เขตเศรษฐกิจพิเศษ ฯลฯ ในการรอนสิทธิชุมชนที่จะรักษานิเวศ ใช้ประโยชน์ยังชีพ และรักษาวัฒนธรรมประเพณีได้

ต่างจาก พ.ร.บ.ป่าชุมชนล่าสุด ที่เริ่มต้นด้วยเหตุและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนได้ร่วมกับรัฐจัดการป่าอย่างมีประสิทธิภาพ รูปธรรมเริ่มต้นที่มีการขีดวงไว้ว่า ป่าชุมชน หมายถึง ป่าหรือพื้นที่ที่อยู่นอกเขตป่าอนุรักษ์ เพราะผู้ร่างกฎหมายมองว่า ป่าชุมชนไม่มีคุณค่าของการจัดการป่าเชิงนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญยิ่งยวด การจัดการป่าอนุรักษ์จึงถูกหวงกันไว้เฉพาะรัฐเท่านั้น

แม้ชุมชนที่ถูกรัฐประกาศเขตป่าอนุรักษ์ซ้อนทับเป็นจำนวนมากจะมีศักยภาพการจัดการป่าที่ดีเยี่ยมเพียงใด แต่ก็ไม่มีนัยสำคัญในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ชุมชนในเขตป่าอนุรักษ์จึงถูกควบคุมเข้มงวดภายใต้ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าที่เพิ่งผ่านการแก้ไขจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วยเช่นกัน

พ.ร.บ.ป่าชุมชนจึงให้รัฐ คือ กรมป่าไม้ เลือกที่จะรับรองเฉพาะชุมชนในป่าสงวนแห่งชาติ ที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจของกรม ส่วนชุมชนในป่าอนุรักษ์ก็ให้อยู่ภายใต้การควบคุมของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ที่ดูแลกฎหมายป่าอนุรักษ์