กรณีปัญหาการพัฒนารอบพื้นที่ชุ่มน้ำห้วยเสือเต้น : อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น

nampong
Share on facebook
Share on twitter
Share on email
Share on print

ชุมชุมบ้านหนองหารจาง ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ ตำบลน้ำพอง อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น

1.ประวัติศาสตร์ชุมชน

เดิมบ้านหนองหารจางขยายมีจากบ้านห้วยเสือเต้น ซึ่งคนกลุ่มแรกที่อพยพย้ายมาโดยกองคาราวานจาก บ้านเขียบขามเรียน จังหวัดร้อยเอ็ด ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่บ้านห้วยเสือเต้นเป็นแห่งแรก ต่อมาผู้คนเพิ่มจำนวนมากขึ้นจึงได้ขยับขยายตามหาแหล่งน้ำเพื่อใช้อาศัยทำการเกษตร สมัยนั้นเป็นการปลูกข้าวไร่  โดยตระกูลแรกๆที่ย้ายมาตั้งถิ่นฐานนั้น ได้แก่ ตระกูลมูลทา,ตระกูลปรสาร,ตระกูลวิลัยมาศ สมัยรัชกาลที่ 6 โดยชื่อบ้านนั้นแต่ก่อนเรียกกันว่า บ้านหนองคันจาง(ไม้บ่วงที่ใช้คล้องช้าง) ต่อมาได้เพี้ยนเป็น บ้านหนองหารจางในปัจจุบัน

แผนที่น้ำพอง
แผนที่ชุมชนหนองหารจาง อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น

2.วิถีชีวิต,ปฏิทินฤดูกาล,ปฏิทินประเพณี

กลุ่มอาชีพ

  • เกษตรกรรม พื้นที่ในการทำเกษตรส่วนใหญ่อยู่ในโคกหินขาว มีบางส่วนอยู่ในเขตของชลประทาน ซึ่งได้เวนคืนไปแล้ว แต่ยังคงมีชาวบ้านเข้าทำประโยชน์จากพื้นที่ตรงนั้นเพราะเป็นมรดกตกทอดมา ปัจจุบันยังมีการซื้อขายพื้นที่ส่วนนั้น เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูก ข้าว,อ้อย,มันสำประหลัง
  • ค้าขาย
  • ประมง ปัจจุบันการทำประมงเป็นไปเพื่อใช้บริโภคเท่านั้น โดยอุปกรณ์ที่ใช้คือ ดาง,เบ็ด,ลอก เว้นแต่ช่วงที่น้ำขึ้นซึ่งชาวบ้านที่มีลอกดักปลาจะได้ปลาเยอะจึงจะนำมาขาย แต่เป็นเพียงช่วง 1-3 วันเท่านั้น เพราะช่วงหลังกรมประมงนำยามาหยอดเพื่อไม่ให้ปลาขึ้นมาติดลอกของชาวบ้าน ปัจจุบันยังไม่ได้มีการออกแบบมาตรการป้องกันพื้นที่ชุ่มน้ำห้วยเสือเต้น ทำให้มีการนำปลาที่ไม่ใช่สัตว์พื้นถิ่นมาป่อยทำให้ปลาหลายชนิดกลายเป็นปลาหายาก
  • รับจ้างทั่วไป คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นมรดก เพราะสมัยก่อนเงินไม่ได้มีคุณค่าเช่นปัจจุบันโดยสมัยก่อนคนกลุ่มนี้หาปลาเพื่อมาแลกข้าว จึงไม่ได้สนใจเรื่องการทำเกษตร ต่อมาปัจจุบันยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป คนกลุ่มนี้จึงเป็นแรงงานรับจ้างทั่วไป ตัดหญ้า,ใส่ปุ๋ย โดยหลักๆเป็นการรับจ้างตัดอ้อย/ปลูกอ้อยเป็นหลัก บางครั้งต้องไปไกลถึง กำแพงเพชร,กาญจนบุรี โดยจะมีนายหน้ามารับไปทำงาน โดยก่อนที่จะถึงช่วงได้เงินค่าจ้างนายหน้าก็จะมีให้กู้เพื่อให้ใช้อยู่ใช้กินก่อนเมื่อครบกำหนดก็จะหักเอาส่วนที่ยืมไป โดยอัตราการปล่อยกู้นั้น นายหน้าจะคำนวณจากศักยภาพในการทำงานของแต่ละบุคคล เพื่อไม่ให้เงินที่กู้นั้นเกิดกว่าค่าจ้างของแรงงานคนนั้นๆ
  • เลี้ยงสัตว์ ปัจจุบันยังมีการเลี้ยงวัวแบบเดินตามแต่ลดน้อยลงไปมากเนื่องจากสภาพปัจจุบันคนมีที่ดินมักจะทำการปลูกอ้อยปลูกมัน ส่วนคนไม่มีที่ดินมันจะรับจ้างทั่วไปหรือไม่ก็ไปทำงานนอกพื้นที่ ทำให้การเลี้ยงวัวเดินตามเริ่มลดน้อยลงในปัจจุบัน

ปฏิทินประเพณี

ฮีตสิบสอง คองสิบสี่ เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีของชาติพันธ์ลาว ซึ่งร่วมถึงชาวไทยอีสานที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นวัฒนธรรมแสดงถึงความเป็นชาติเก่าแก่และเจริญรุ่งเรืองมานาน เป็นเอกลักษณ์ของชาติและท้องถิ่น และมีส่วนช่วยให้ชาติดำรงความเป็นชาติของตนอยู่ตลอดไป

ฮีตสิบสอง มาจากคำสองคำได้แก่ ฮีต คือคำว่า จารีต ซึ่งหมายถึง ความประพฤติ ธรรมเนียม ประเพณี ความประพฤติที่ดี และ สิบสอง หมายถึง สิบสองเดือน ดังนั้นฮีตสิบสองจึงหมายถึงประเพณีที่ชาวไทยในภาคอีสาน ปฏิบัติกันมาในโอกาสต่าง ๆ ทั้งสิบสองเดือนของแต่ละปี เป็นการผสมผสานพิธีกรรมที่เกี่ยวกับเรื่องผีและพิธีกรรมทางการเกษตร เข้ากับพิธีกรรมทางพุทธศาสนาดังนี้

  • เดือนอ้าย – บุญเข้ากรรม
  • เดือนยี่ – บุญคูณลาน
  • เดือนสาม – บุญข้าวจี
  • เดือนสี่ – บุญผะเหวด
  • เดือนห้า – บุญสงกรานต์
  • เดือนหก – บุญบั้งไฟ
  • เดือนเจ็ด – บุญซำฮะ
  • เดือนแปด – บุญเข้าพรรษา
  • เดือนเก้า – บุญข้าวประดับดิน
  • เดือนสิบ – บุญข้าวสาก
  • เดือนสิบเอ็ด – บุญออกพรรษา
  • เดือนสิบสอง – บุญกฐิน

คองสิบสี่ เป็นคำและข้อปฏิบัติคู่กับฮีตสิบสอง คอง แปลว่า แนวทาง หรือ ครรลอง ซึ่งหมายถึง ธรรมเนียมประเพณี หรือแนวทาง และ สิบสี่ หมายถึง ข้อวัตรหรือแนวทางปฏิบัติสิบสี่ข้อ ดังนั้นคองสิบสี่จึงหมายถึง ข้อวัตรหรือแนวทางที่ประชาชนทุกระดับ นับตั้งแต่พระมหากษัตริย์ ผู้มีหน้าที่ปกครองบ้านเมือง พระสงฆ์ และคนธรรมดาสามัญพึงปฏิบัติสิบสี่ข้อ ได้แก่

  1. ฮีตเจ้าคองขุน
  2. ฮีตท้าวคองเพีย
  3. ฮีตไพร่คองนาย
  4. ฮีตบ้านคองเมือง
  5. ฮีตปู่คองย่า
  6. ฮีตตาคองยาย
  7. ฮีตพ่อคองแม่
  8. ฮีตใภ้คองเขย
  9. ฮีตลูกคองหลาน
  10. ฮีตปีคองเดือน (ฮีตสิบสอง)
  11. ฮีตไฮ่คองนา
  12. ฮีตวัดคองสงฆ์

3.ทรัพยากรชุมชน

ลักษณะของไม้และป่าไม้

ทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้ ส่วนใหญ่เป็นป่าเบญจพรรณ หรือป่าโปร่ง โดยมีพื้นที่  2,669  ไร่ ดังนี้

  1. ป่าชุมชนโคกป่ากุง อยู่คลอบคลุมพื้นที่ หมู่3,16  ประมาณ 36 ไร่
  2. ป่าชุมชนโคกหินขาว อยู่คลอบคลุมพื้นที่ หมู่3,6,7 และหมู่ 8 ประมาณ  2,600 ไร่
  3. ป่าชุมชนดอนปู่ตา อยู่คลอบคลุมพื้นที่ หมู่ 1  ประมาณ 8 ไร่
  4. ป่าชุมชนหลุบอีซือ อยู่คลอบคลุมพื้นที่ หมู่ 10  ประมาณ 15 ไร่
  5. ป่าชุมชนดอนด้วง อยู่คลอบคลุมพื้นที่ หมู่ 5,6  ประมาณ 10 ไร่

ข้อมูลด้านแหล่งน้ำทางการเกษตร (ก่อนทำฝายหนองหวาย)

  • หนองแสง
  • หนองทางหลวง
  • หนองคู
  • หนองปอ
  • หนองอีเลิ้ง
  • หนองขอน
  • หนองสามขา
  • หนองงา
  • หนองฮู
  • หนองหาญจาง
  • หนองแปน
  • หนองคำแคน
  • หนองหอย
  • หนองหูสิง
  • หนองละเอียด
  • หนองไขบาง
  • หนองทอ
  • หนองเต่ากรน
  • หนองเสีย

ข้อมูลด้านแหล่งน้ำทางการเกษตร (หลังทำฝายหนองหวาย)

ห้วยเสือเต้น – เกิดจากการทำฝายหนองหวายทำให้หนองเล็กๆ ที่อยู่ในบริเวณเดียวกันรวมกันจนเป็นห้วยขนาดใหญ่ซึ่งภายหลังได้ ถูกยกให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติ

ห้วยเสือเต้น อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น
ห้วยเสือเต้น อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น : พื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญระดับชาติ

4.ประเด็นปัญหา

ปัญหาที่เกิดขึ้น

ที่ดิน เนื่องจากตอนทำฝายหนองหวายมีการเวนคืนที่ดินเพื่อไม่ให้น้ำท่วมจึงทำให้ชาวบ้านจำนวนมากยอมสูญเสียที่ดิน ต่อมาเมื่อสถานการณ์น้ำท่วมไม่ได้เป็นไปอย่างที่ชลประทานคำนวณจึงมีชาวบ้านบางส่วนเรียกร้องเพื่อขอคืนที่ดินเพื่อใช้ในการทำเกษตร แต่เนื่องจากชลประทานเก็บข้อมูลไม่ดีจึงทำให้หน้าที่ในการหาข้อมูลเพื่อยืนยันว่าตนหรือทายาทผู้เป็นเจ้าของที่ดิน ตกเป็นภาระของประชาชนเจ้าของสิทธิ ปัญจุบันยังมีความพยายามของชลประทานเพื่อยกระดับลูกยางขึ้นเพื่อให้น้ำท่วมตามแนวเขตที่เคยปักไว้

อุตสาหกรรม เนื่องจากพื้นที่ห้วยเสือเต้นเป็นแหล่งน้ำที่มีความสมบูรณ์ทำให้มีความพยายามเข้ามาของโรงแป้งมันสำปะหลังในปี 2554 แต่ถึงที่สุดชาวบ้านก็ชนะคดีศาลปกครองสูงสุดให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน

Timeline การต่อสู้

จากบทสัมภาษณ์ บุญช่วย สีโสทา ประธานกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมห้วยเสือเต้นและโคกหินขาว ประเด็นการคุกคามจากรัฐและทุน

การทำประชาคมเกิดขึ้นหลังจากได้รับใบอนุญาตแล้วและมีการเริ่มการก่อสร้าง ลงเสาเข็มแล้ว ชาวบ้านจึงไม่ยอมให้มีการทำประชาคมดังกล่าวจึงย้ายไปทำที่เทศบาล และมีการอ้างว่าการประชาคมดังกล่าวคือการประชาคมที่บ้านหนองหารจาง แต่จริงๆไม่ใช่ เพราะเขาทำอยู่ที่เทศบาล เรื่องนี้เกิดขึ้นช่วงประมานปลายปี พ.ศ.2554-2555
การฟ้องศาลปกครอง

ช่วงเดือนกุมภา ต้นปี2555 ฟ้องศาลปกครองและถวายฎีกา เราฟ้องในประเด็นสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม แต่ศาลไม่ได้ยกเอาเรื่องสิทธิชุมชนขึ้นมาประกอบการพิจารณา มีเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมและกระบวนการในเรื่องการติดป้ายประกาศ แต่เรื่องสิทธิชุมชนไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมา ตอนนั้นยังเป็นช่วงที่มีการใช่รัฐธรรมนูญปี 50อยู่ มีมาตรา66 67 เรื่องสิทธิชุมชน

การไกล่เกลี่ยที่เกิดขึ้น

ช่วงที่มีการไกล่เกลี่ยก็มีตัวแทนของโรงงาน กลุ่มสมาชิกเทศบาล กลุ่มผู้นำหมู่บ้าน ที่เข้ามาเคลีย แต่ชาวบ้านก็ไม่เห็นด้วย ที่จะเข้ามาคุยหรือยื่นเงินให้ชาวบ้าน เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากที่ชาวบ้านไปยื่นฟ้องศาลปกครอง ซึ่งระหว่างที่ฟ้องทางโรงงานยังคงดำเนินการสร้างอยู่จึงได้มีคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว แต่ศาลก็ไม่พิจารณา โรงงานจึงดำเนินการสร้างไปเรื่อยๆ และได้ส่งผู้นำในหมู่บ้านเข้ามาเคลีย จ่ายค่าหัวกับชาวบ้านเพื่อให้หยุดคัดค้านและถอนฟ้อง แต่ชาวบ้านไม่ยอม ได้ทำการยื่นเรื่องร้องเรียนกับผู้ว่าราชการจังหวัด คณะกรรมการสิทธิ ยื่นกรมโรงงานอุตสาหกรรม ช่วงนั้นผู้ว่าก็ลงมาดูพื้นที่ จากนั้นมีการตั้งคณะกรรมการระดับจังขึ้นมาเพื่อตรวจสอบเรื่องการออกใบอนุญาตของโรงงานแป้งมันของบริษัทขอนแก่นสตาร์ท การตั้งคณะกรรมการก็มีการประชุม แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆและเงียบไป (ช่วงปี55)
เวที

เวทีจะอยู่ในช่วงปี55 มีเวทีตรวจสอบการออกใบอนุญาต พฤศจิกายน 55  เวทีเราจัดเองอยู่ที่วัดในหมู่บ้านหนองหารจาง (วัดหรคุณ) หลังจากคณะกรรมการสิทธิฯลงมาก็มีการจัดเวทีในพื้นที่ สถานการณ์ช่วงนั้นก็มีนักศึกษาและอาจารย์เข้ามาในพื้นที่ ช่วงนั้นมีการทำวิจัยความต้องการของชาวบ้านและตรวจสอบใบอนุญาตว่าถูกต้องไหม ผู้เข้าร่วมก็มีหลายหน่วยงานเข้ามา ทั้งจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ราชภัฏ หน่วยงาน NGO มาคุย แลกเปลี่ยน ให้ความรู้ หลังจากเวทีนี้ชาวบ้านก็เคลื่อนไหวตลอด จนมาช่วงปี56 ได้มีการยื่นหนังสือกับผู้ว่าราชการจังหวัดที่ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น ช่วงเดือนมกราคม 56 ผลขอการยื่นหนังสือ ส่วนมากไม่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ขอพบผู้ว่าก็ไม่ได้พบ หน่วยงานต่างๆเช่น เทศบาล อำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด สิ่งแวดล้อม จะบอกว่าโรงงานทำถูกต้องตามขั้นตอน มีการขอใบอนุญาต แต่ความเป็นจริงชาวบ้านในพื้นที่ไม่ได้รับรู้เรื่องราวด้วย ไม่มีการตอดป้ายประกาศและการทำประชาคมอย่างถูกต้อง ในส่วนของประชาคมที่ไม่ถูกต้องหน่วยงานของรัฐก็เอาเอกสารที่จัดทำมาอ้าง ซึ่งตามข้อเท็จจริงชุมชนในพื้นที่ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมจริงๆ กระบวนการทุกขั้นตอนชาวบ้านถูกละเมิดสิทธิทั้งหมด

ศาลปกครองชั้นต้นตัดสินเพิกถอนใบอนุญาตแต่ผู้ประกอบการ(โรงงาน)ยื่นอุทธรณ์ศาลปกครองสูงสุดในชั้นอุทธรณ์ทางบริษัทยังอ้างเรื่องเดิมว่ามีกระบวนการจัดทำถูกต้องทุกอย่าง  ชาวบ้านเองก็ยืนยันว่าเขาไม่ได้ทำถูกต้องตามขั้นตอน ศาลอุทธรณ์ก็มีคำพิพากษาออกมายืนตามศาลชั้นต้น คือเพิกถอน

4.ข้อเสนอ

ที่ดิน

ออกแผนนโยบายเรื่องที่ดินเกษตร ให้ชาวบ้านมีสิทธิในที่ดินทำกินถูกต้องตามกฎหมาย เพราะในปัจจุบันทำกินแบบเลื่อนลอย ทั้งที่ชาวบ้านอาศัยทำกินมากว่าร้อยปี

การพัฒนา

ไม่อยากให้มีอุตสาหกรรมในพื้นที่ อำเภอน้ำพอง หรือบริเวณต้นน้ำ อุตสาหกรรมทุกชนิด เพราะพื้นที่เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์เหมาะสมที่จะทำการเกษตรมากกว่าการทำอุตสาหกรรม