นั่งคุยกับธีร์ อันมัย : อีสานคืออะไรทำไมถึงโง่-จน-เจ็บ

teerapon-aunmai
Share on facebook
Share on twitter
Share on email
Share on print

ในความเข้าใจของอาจารย์ อีสานคืออะไร เป็นแบบไหน

อีสาน คือความห่างไกล ถ้าในสายตาของคนกรุงเทพฯ หรือคนภาคอื่น อีสานคือความห่างไกล ไกลจากอะไร ไกลจากกรุงเทพฯ กรุงเทพฯคืออะไร คือความเจริญ พอมันไกลจากความเจริญมันคือพื้นที่ที่ไม่เจริญ มันเป็นจินตนาการของคนภาคอื่นเมื่อพูดถึงอีสาน ต้องแห้งแล้งต้องกันดาร พูดถึงพื้นที่และระยะทางมันคือไกลและไม่เจริญ และในพื้นที่ห่างไกลและไม่เจริญมันมีคน คนที่ถูกตีตราว่าคนอีสานมีคนซื่อๆ โง่ๆ และบางครั้งจะบอกว่า ‘พวกขี่ค่าน’ คือเกียจคร้านไม่ทำงาน พวกเขาก็จะว่าเราแบบนั้น หรือว่าถ้าเป็นคำสำเร็จรูปก็จะมีนักคิดนักเขียนสยามในยุคร่วมสมัยประมาณ 50-60 ปีที่แล้ว จะบอกว่าเราเป็นพวก โง่ จน เจ็บ ภาพอีสานในการรับรู้ของคนในประเทศนี้ก็จะเป็นแบบนี้ เป็นคนโง่ๆ ซื่อๆ ซื่อก็ว่าโง่ จนคือฐานะความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจไม่ค่อยดี เจ็บคือความเจ็บไข้ได้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาเยียวยา

เมื่อพูดแบบนี้คนที่พูดถึงอีสานก็จะรู้สึกเหนือกว่าในทันที คนอีสานก็จะถูกลดศักดิ์ศรี ลดศักยภาพของตัวเองลงไปเป็นแค่คนโง่ คนจน คนเจ็บ และทำให้คนที่พูดดูดีขึ้น เมื่อพูดถึงอีสาน คนทั่วไปก็จะคิดว่ามันน่าสงสาร มันน่ากลัว มันกันดาร ถ้าเราไปเราจะไปช่วยอะไรเขา คือคนอีสานเป็นผู้ถูกกระทำ ผู้ถูกกระทำหมายถึงอะไร สมมุติในประโยคบอกเล่าเราไม่เคยเป็นประธานในประโยค เป็นแค่กรรมในประโยคเป็นผู้ถูกกระทำ ถ้าเราต้องการจะเป็นผู้กระทำการเราก็จะถูกบอกว่าพวกนี้ไม่มีความรู้เป็นพวกยากจนจะคิดจะทำอะไรได้ เขาจะเบรคเราไว้แค่นี้ ถ้าคุณไม่รู้คุณอย่าทำถ้าคุณไม่มีเงินคุณอย่าพูด ประมาณนี้

ในหมู่คนอีสานเองก็ยังมีคำเปรียบเปรยคำพังเพยว่า ‘เงินเต็มถง ทำทรงกะคือเว่า’ คือทำเป็นวางท่าก็เหมือนพูดดี ‘เข่าเต็มเล่า คันเว่ากะแฮงคือ’ คือมีข้าวเต็มยุ้งเต็มฉางยิ่งพูดยิ่งดูดี นั่นหมายความว่าถ้าเราโง่ เราจน นี่ทำอะไรก็ไม่ได้ คือไม่ได้ให้คุณค่ากับเราเลย สรุปคือมันคือพื้นที่ห่างไกล ไกลจากไหนไกลจากความเจริญ ความเจริญคืออะไรความเจริญคือกรุงเทพฯ เราก็เป็นอีกแบบหนึ่ง เราก็ถูกวัดแบบนี้ ไกลจากความเจริญมีคนอยู่ คนก็คือคนที่โง่ คนที่จน คนที่เจ็บ คือถูกกดไว้แบบนี้ตลอด

ทำไมรัฐส่วนกลางพยายามทำให้เราเป็นแบบนั้น

เขาอาจจะไม่ได้พยายามแต่เขาไม่เคยมีจินตนาการว่าอีสาน ภาคอีสานเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยมาก่อน เพราะว่าก่อนที่เราจะกลายเป็นประเทศไทยมันถูกกดดันจากเจ้าอาณานิคมมาก่อน จากอังกฤษ จากฝรั่งเศส ว่าถ้าสยามไม่ประกาศชัดเจนว่าอาณาเขตถึงไหนก็จะจัดการยึดอาณาเขต ยึดครองประเทศ ทั้งมลายู ทั้งพม่า ทั้งลาว ทั้งกัมพูชาเป็นอาณานิคมของตัวเอง ถ้าลาวเราก็ถูกมองว่าเป็นลาวฝั่งขวา คือถ้าหันหน้าไปทางทิศตะวันออกลาวฝั่งซ้ายคือลาวทางเวียงจันทน์ ทางหลวงพระบาง ลาวฝั่งขวาคือลาวฝั่งที่ราบสูง เราก็เลยต้องถูกควบรวมให้เป็นสยาม พอจะถูกควบรวมเป็นสยามเขาก็นึกไม่ออกว่าเราเป็นอะไร อย่างเช่นมาแถวสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ เขาก็ไม่รู้จะเรียกเราว่าอะไรเลยเรียกว่าพวกเขมรป่าดง มาถึงอุบลฯ ก็เรียกว่าพวกลาวกาว ก็ยังเป็นลาวไม่ได้เป็นสยาม นั่นคือย้อนกลับไปเมื่อประมาณปี ค.ศ.1900 คือร้อยกว่าปี ร้อยสิบแปดปี เรายังไม่ได้เป็นสยามไม่ได้เป็นไทยเลย

พอเขาไม่รู้ไม่มีจินตนาการเขาก็ตีตราเราเป็นแบบนี้ เป็นเขมรป่าดงไม่ใช่เขมรเฉยๆ มีป่าดง คือเป็นพวกคนป่าคนเถื่อน ลาวก็ไล่ไปตามที่เขาเห็นว่าเป็นลาวอะไรบ้าง เขาไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับเราเลย ไม่ได้คิดว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของสยามมาก่อน พอจะเป็นสยามผมคิดว่าเขาก็พยายามทำให้เราถูกควบคุมถูกปกครองได้ วิธีที่จะควบคุมพวกเราได้ก็คือถ้าเขาบอกว่าเราเป็นอะไรก็ต้องเป็นแบบนั้นกดเราไว้คุณไม่รู้คุณอย่าพูด ก็จะทำให้เราเป็นคนด้อยค่าไว้ก่อนเพื่อที่จะข่มเราไว้ และมีประวัติศาสตร์ที่อาจารย์ไชยันต์ รัชชกูลเขียนไว้ในหนังสือ อาณานิคมสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อีสานหรือภาคอีสาน เป็นพื้นที่ที่จินตนาการของผู้ปกครองในสมัยนั้นนึกไม่ถึงว่าจะควบรวมได้ แต่ในเมื่อโลกที่เป็นเจ้าอาณานิคมมาประชิด เขาจำเป็นจะต้องรวมพอควบรวมก็คิดไม่ออกว่าภาคนี้จะเอาไว้ทำอะไร

อย่างภาคเหนือจะมีไม้ อังกฤษกับฝรั่งเศสและสยามยังร่วมกันทำธุรกิจค้าไม้ข้ามแดนไปมา เช่น อย่างเราอ่านนิยายชั่วฟ้าดินสลายยังมีฉากการทำไม้ ระหว่างสยามกับอังกฤษรวมหัวกันทำไม้ได้ เป็นธุรกิจของป่าจากภาคเหนือ ในขณะที่ภาคใต้ถ้าเราได้อ่านงานของอาจินต์ ปัญจพรรค์ ก็จะเป็นเรื่องเหมืองแร่ แต่ในอีสานก็ไม่ปรากฎว่าเรามีธุรกิจอะไรเลย ถ้าจะมีอะไรก็กลายเป็นว่าเราถูกกวาดต้อนให้เป็นแรงงาน ไปเป็นคนใช้ ไปเป็นแรงงาน เราไม่ได้มีทรัพยากรอะไรมาก มีแต่คน มีแต่แรงงาน มีแต่ไพร่แต่ทาสที่เขาจะเกณฑ์

อ.ธีระพล อันมัย
อ.ธีระพล อันมัย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ทำไมอีสานถึงไม่มีประวัติศาสตร์ของตัวเองหรือมีประวัติศาสตร์ในแบบเรียนเลย

ตั้งแต่ผมเรียนมายังไม่เคยเห็นประวัติศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในแบบเรียน มันเป็นเรื่องอำนาจของคนเขียนประวัติสาสตร์ว่าใครเป็นคนเขียน และอุดมการณ์ของการเขียนประวัติศาสตร์ของประเทศเราคือ เป็นประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม เอากษัตริย์เป็นตัวตั้งเอาชาติเป็นตัวตั้ง ถ้าจะมีประชาชนก็จะมีประชาชนอย่างชาวบ้านบางระจัน คือคุณต้องมีวีรกรรมมีการต่อสู้ อย่างย่าโมอยู่โคราช ซึ่งก็มีไม่กี่บรรทัด ประวัติศาสตร์ในประเทศนี้ไม่ได้พูดถึงประชาชนว่าลุกขึ้นมาทำอะไร สร้างอะไร มีแต่เอากษัตริย์เป็นศูนย์กลาง พอเอากษัตริย์เป็นศูนย์กลางเลยไม่มีประชาชน

พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเราไม่ได้สู้รบกับใคร ถ้าจะมีการสู้รบก็จะเป็นการสู้รบกับอำนาจรัฐ คือช่วงปี ค.ศ.1901 พ.ศ.2444 ที่มีกบฎผีบุญลุกขึ้นต่อต้านอำนาจกรุงเทพฯ ซึ่งมันก็ไม่เคยมีในแบบเรียนหรือในตำราประวัติศาสตร์มาก่อน หรืออาจจะมีซึ่งผมก็ไม่รู้ ไม่แน่ใจหรือมีคนได้อ่านได้เห็น ซึ่งมันก็ไม่เคยพูดถึง เพราะมันเป็นเรื่องแข็งขืนต่ออำนาจส่วนกลาง ถ้าจะบันทึกเราก็ไม่เคยมีกษัตริย์ที่มาจากภาคอีสานเนอะ เขาจะบันทึกอะไรเป็นประวัติศาสตร์ และอุดมการณ์ของประวัติศาสตร์ประเทศนี้เอากษัตริย์หรือกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลาง เราก็ไม่เคยเป็นศูนย์กลางเป็นเมืองหลวง และที่สำคัญเราไม่มีส่วนในประวัติศาสตร์สุโขทัย อยุธยาแต่แรกอยู่แล้ว แล้วก็มาเป็นรัตนโกสินทร์ มาเป็นกรุงเทพฯ กว่าเราจะได้เป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพฯ มันก็ผ่านไปร้อยกว่าปีแล้ว กว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งของสยาม เราก็เลยเป็นพื้นที่ที่เขาเพิ่งให้ความสำคัญ

ช่วงที่เขาควบรวมเราเป็นส่วนหนึ่งของสยามในหนังสืออาจารย์ไชยันต์ก็บอกว่า เห็นคนเยอะเขาต้องการแรงงงานและต้องการเก็บภาษี คือการขยายอาณานิคมของสยามที่เห็นเป็นรูปขวานในปัจจุบันนี้ ในภาคใต้ขยายง่ายที่สุด เพราะความสัมพันธ์ระหว่างกรุงเทพฯ กับภาคใต้ถึงเมืองสงขลานี่สัมพันธ์กันแน่นหนา ถ้าขึ้นไปทางเหนือยังมีการสู้รบนะ สู้กับเชียงใหม่ สู้กับเมืองแพร่ รบกับลำปาง เพื่อจะให้เป็นส่วนหนึ่งของสยาม รบเพื่อเอาทรัพยากร ส่วนอีสานมาถึงแค่โคราช ถ้าจะเลยจากโคราชมาก็ต้องมารบกับกบฎผีบุญ ผู้ที่ลุกขึ้นสู้นั้นเขาไม่ได้เรียกตัวเองว่ากบฎผีบุญแต่เรียกว่ากบฎผู้มีบุญ แต่คนส่วนกลางเรียกว่ากบฎผีบ้าผีบุญ เขาใช้วาทกรรมแบบนี้ทำให้เกิดการใช้กำลังปราบ

ทำไมถึงมีกบฏผีบุญ

มันมีตำราหลายสายที่พูดไว้ บางตำราก็บอกว่าเป็นความเชื่อเรื่องโลกพระศรีอาริย์ บอกว่าเราสามารถเสกอะไรก็ได้ให้เป็นเงินเป็นทองซึ่งเป็นความเชื่อที่ลดทอนความเป็นกบฎผู้มีบุญ ให้กลายเป็นกบฎผีบุญ แต่ก็มีหลายกระแสที่บอกว่ามันคือความไม่พอใจของเจ้าเมืองพื้นถิ่น อย่างเจ้าเมืองขุขันธ์ เจ้าเมืองจำปาสัก แทนที่เจ้าเมืองจะได้เก็บภาษีจากชาวบ้านแต่กลับเป็นว่าจะต้องส่งให้สยาม คือเจ้าท้องถิ่นเองก็เสียประโยชน์ในขณะเดียวกันก็ทำให้ชาวบ้านสงสัยว่าทำไมเราต้องเสียภาษี ทั้งที่ก็ไม่มีใครมาทำอะไรให้ หาอยู่หากินเอง แล้ววันหนึ่งต้องเสียภาษีจึงไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเสียภาษี ภาษีคือเงินซึ่งมันมีค่ามากและไม่มีคำตอบว่าถ้าเสียภาษีแล้วจะได้อะไรคืนมา

มันคือการต่อรองทางอำนาจทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ ระหว่างเจ้าท้องถิ่นกับเจ้าส่วนกลาง ระหว่างไทบ้านกับเจ้าท้องถิ่น จึงเกิดกลุ่มคนที่รวมกันเพื่อแสดงอะไรบ้างอย่าง หลักๆ คือการลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อบอกว่าไม่ยอมรับการเก็บภาษี คือวิธีที่สยามทำ เช่น ไปภาคเหนือก็ไปหาไม้ แต่มาภาคนี้ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ต้องเก็บภาษี ซึ่งมันทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ การลุกขึ้นสู้จริงๆ น่าจะเกี่ยวกับว่าการถูกขูดรีดเก็บภาษี แต่นักคิดนักเขียนจากส่วนกลางก็ทำให้กลายเป็นกบฏที่มีความเชื่อเรื่องผีกลายเป็นกบฎผีบ้าผีบุญไป

นอกจากกบฏผีบุญมีกบฏอื่นอีกไหม

ก็มีถึงประมาณปี 2500 กว่าๆ จนอยู่ที่โคราชน่าจะเป็นคนสุดท้าย แกถูกตั้งข้อหาว่าเป็นกบฎผีบุญและซ่องสุมกำลังแข็งขืน แต่งเรื่องว่าเอาผู้หญิงเป็นสาวกและบำเรอกามตัวเอง ซึ่งมันก็มีชาวบ้านบอกว่าจริงๆ แล้วมันไม่ใช่อย่างนั้น แกเป็นแกนนำชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาปกป้องป่าจากอำนาจส่วนกลางที่จะมายึดครอง จึงถูกบิดเบือนประเด็นเป็นเรื่องอื่นแทน ซึ่งเป็นข้อมูลหนึ่งที่ทำให้เรารู้ว่าเราก็ลุกขึ้นต่อสู้ ซึ่งต่อมาพื้นที่อีสานก็เป็นพื้นที่สำคัญในการสู้รบที่เข้มแข็งตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 มันมีกรณีกลุ่มเสรีไทยที่ลุกขึ้นมาปลดปล่อยจากการเป็นขี้ข้าญี่ปุ่นในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ฐานที่มั่นที่ดีที่สุดคืออยู่ภาคอีสาน ก็อยู่สกลนคร ครูเตียง ศิริขันธ์เป็นแกนนำ

คือพอเปลี่ยนแปลงการปกครองเราก็มี ส.ส.ที่ก้าวหน้า พื้นที่ที่เสรีไทยทำงานนี่คือทั่วภาคอีสานนะครับ สัก 3-4 ปีก่อน ผมไปตามสัมภาษณ์ชาวบ้านที่อยู่ในช่วงที่มีเสรีไทยมาฝึกยิงปืน ที่อำเภอม่วงสามสิบ มีคนแก่อายุ 80 กว่า แกก็เล่าความทรงจำว่าคนที่เข้าร่วมเสรีไทยในยุคนั้นคือคนที่เป็นครูและไปซ้อมยิงปืนเพื่อที่จะสู้กับญี่ปุ่น ร่วมกับเครือข่ายจากกรุงเทพฯบ้าง อื่นๆ บ้าง ซึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นก็เข้ามาเต็มในพื้นที่ภาคอีสาน โดยรอคำสั่งการจากแกนนำเสรีไทยก็คือครูเตียง ศิริขันธ์ อีสานเป็นพื้นที่หลักในการปลดปล่อยไทยจากสงครามโลกครั้งที่ 2 นี่คือการลุกขึ้นของคนอีสาน กบฎผีบุญเป็นกบฎต่อสยาม แต่เสรีไทยเป็นกบฎต่อเจ้าสงครามอย่างญี่ปุ่น

ต่อมาคือพื้นที่อีสานเป็นพื้นที่ต่อสู้หลักของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย นายผี คนที่แต่งเพลงคิดถึงบ้านเพลงเดือนเพ็ญ แกก็มาใช้ฐานที่มั่นอยู่อีสาน ภูพานเป็นพื้นที่ต่อสู้หลักเพื่อต่อสู้กับอำนาจส่วนกลางที่จับมือกับอเมริกา หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คือมันจะมีฝ่ายโลกเสรีกับสังคมนิยม โลกเสรีคือไทยจับมือกับอเมริกากวาดล้างผู้ที่มีความคิดแบบคอมมิวนิสต์ ภาคอีสานเป็นฐานที่มั่นของพรรคคอมมิวนิสต์ มีชาวบ้านเข้าร่วมอย่างมหาศาล นั่นคือพื้นที่ภาคอีสานไม่ได้มีแต่กบฎผีบุญ มันมีพัฒนาการมาเรื่อยๆ คอมมิวนิสต์ก็ต่อสู้ยาวนานจนผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลา หลังจากนั้นก็มีคำสั่ง 66/23 ของพลเอกเปรมออกมา

พื้นที่อีสานก็มีการต่อสู้ เกิดกลุ่มสมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน ประมาณปี 2533-2536 แต่ก่อนหน้านั้นก็จะมีชาวบบ้านในยุค รสช. คือมันมีโครงการคจก. จัดสรรที่ทำกินสำหรับคนจนแต่มันก็ไปมีปัญหากับชาวบ้านคือพื้นที่แถวๆ โคราช บุรีรัมย์ ก็มีชาวบ้านลุกขึ้นสู้และเปลี่ยนผ่านมาเป็นสมัชชาเกษตรกรรายย่อย ปี 2537-2538 ก็เกิดสมัชชาคนจน ก็คือพื้นที่ในภาคอีสานเต็มไปด้วยการลุกขึ้นสู้กับอำนาจส่วนกลางตลอดมา จนปัจจุบันก็จะเห็นว่าจะมีกลุ่มคนเสื้อแดง หรือว่าล่าสุดก็มีคนอยากเลือกตั้ง เราแสดงออกว่าเรา ไม่ค่อยเป็นหนึ่งเดียวกับกรุงเทพฯ หรือภาคอื่นเท่าไหร่ ดูจากการเลือกผู้แทนฯ การลงประชามติหลายๆ ครั้ง การเลือกตั้งที่เปลี่ยนการเมืองมาตลอดคือยุคที่คุณทักษิณเล่นการเมืองครั้งแรก ไทยรักไทยได้เป็นรัฐบาล ครั้งต่อมาก็ยิ่งชัดเจนว่าเราเลือกไม่เหมือนภาคอื่นๆ หลังไทยรักไทยถูกยุบ เปลี่ยนชื่อพรรคเป็นพรรคพลังประชาชน ชาวบ้านก็ยังเลือก หลังจากถูกยุบอีกเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคเพื่อไทย ชาวบ้านยังเลือก

ที่สำคัญที่สุดคือช่วงปี 2553 ที่ชาวบ้านไปประท้วงและถูกฆ่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองคือกรณีคนเสื้อแดงถูกฆ่าที่ราชประสงค์ ที่ราชดำเนิน ช่วงปี 2549หลังการทำรัฐประหาร มีการทำประชามติรัฐธรรมนูญ ภาคอีสานโหวตโนกันเป็นหลัก ปี 2559 ลงประชามติเพื่อเลือกรัฐธรรมนูญปี 2560 ภาคอีสานก็โหวตโนเป็นหลัก ก็จะเห็นว่าแตกต่างจากภาคอื่นๆ

ถ้าถามว่าเรามีปัญหาอะไร จริงๆ การเลือกตั้งหรือการโหวตเป็นสิ่งที่เรารอมาตลอด พอตอนเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 เราได้ส.ส.ที่มีคุณภาพที่เรารู้ นั่น 4 รัฐมนตรีอีสานแต่ละคนเป็นประวัติศาสตร์ที่เราสามารถพูดถึงได้ เช่น จำลอง ดาวเรือง ทองอินทร์ ภูริพัฒน์, ถวิล อุดล ซึ่งเป็น ส.ส.คุณภาพ มันก็สะท้อนว่าคนพื้นที่นี้พร้อมที่จะปลดปล่อยออกมาด้วยการแสดงประชามติออกมา ถ้าประชามติไม่ได้ผลก็พร้อมที่จะรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างพลังต่อรอง

เมื่อตอนที่ผมเป็นนักข่าวประมาณปี 2539 ไปทำข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลตอนนั้นสมัชชาคนไปประท้วง นักข่าวคุยกันเสียงดังที่รังนกกระจอก ผมกำลังนั่งพิมพ์ข่าว “แม่งมากันอีกแล้วว่ะ พวกเหี้ยนี้ ไม่ทำงานทำการกันหรือยังไงวะ” คือชาวบ้านปากมูนไปประท้วงแต่นักข่าวพูดว่าแม่งมากันอีกแล้วว่ะ พวกเหี้ยนี้ ไม่ทำงานทำการกันหรือยังไงวะ ผมรู้สึกว่าทำไมเจ็บปวดแบบนี้ ชาวบ้านมาประท้วงพวกมึงไม่ถามข่าวแต่ด่าเลย ทำไมกลายเป็นว่าคนที่มาประท้วงคือคนไม่มีงานทำ แต่จริงๆ แล้วเขามาประท้วงเรื่องอะไรคุณไม่ถาม มันเป็นปัญหาว่าพอเราถูกทำให้ โง่ จน เจ็บ เราก็ถูกจัดการเหมือนไม่ใช่คน

กรณีกบฏผีบุญที่อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี คนรวมกันเป็นพันคนนะครับ ลองนึกดูว่าคนสมัยก่อนเกือบร้อยปีที่แล้วมารวมกันได้เป็นพันๆ คนนี่มันสุดๆ เลยนะ อย่างเราๆ จัดการประท้วงยุคนี้แล้วคนมาเป็นพันคนนี่สุดยอดมากแล้ว อย่างเมื่อวานนี้ฟ้าไปสน.ปทุมวัน ทั้งฟ้าน้อยฟ้าใหญ่นี่ได้ 400-500 คนถือว่าสุดๆ แล้ว แต่ตอนนั้นนี่ที่อำเภอตระการพืชผลเมื่อปี 2444 คนมาได้เป็นพันคน มันคืออะไรมันคือการที่คนมีความคิดความฝันร่วมกัน มีความทุกข์ยากร่วมกันถึงได้มาร่วมกันได้ และก็ถูกยิงตายด้วยปืนใหญ่ที่วัด ยิ่งประวัติศาสตร์ที่มีเขียนบอกไว้ยิ่งเจ็บปวดว่า ลูกแรกยิงหลอก ยิงให้คนวิ่งมารวมกัน พอรวมกันแล้วลูกที่สองยิงเข้าตรงกลางฝูงชน ตายประมาณสาม-สี่ร้อยคน จากนั้นก็กวาดต้อนมาประหารที่ทุ่งศรีเมือง ทุ่งศรีเมืองคือลานประหารกบฏผีบุญในตอนนั้น

การประท้วงตั้งแต่กบฏผีบุญจนถึงคนเสื้อแดงไม่ใช่การประท้วงเพื่อแยกตัวออกจากสยาม แต่เป็นการประท้วงเพื่อบอกว่า ‘คุณอย่ามาเอารัดเอาเปรียบเรานะ คุณต้องดูแลเราในฐานะพลเมือง’ ถ้าการรวมกลุ่มกันไม่ได้ผลก็ดูที่ผลการโหวตที่สวนทางกับส่วนกลางกับกรุงเทพฯ กับภาคอื่นพอสมควร

ในมุมของอาจารย์มันเกิดอะไรขึ้นกับรัฐส่วนกลางหรืออะไรทำให้รัฐส่วนกลางมองคนอีสานเป็นคนไม่เท่ากัน มันเกิดอะไรขึ้น

มันมีปัญหาเรื่องการเมืองเรื่องประวัติศาสตร์ด้วยเนอะ คือเรายังบูชาการปกครองแบบพ่อปกครองลูก เมื่อพูดถึงพ่อปกครองลูกก็ต้องจะต้องมีคนเป็นพ่อ มีคนเป็นคนลูก ลูกก็จะมีฐานะไม่เท่ากับพ่อ เวลาส่งคนมาเป็นผู้ว่าราชการจัดหวัด ก็จะบอกว่า ‘พ่อเมืองคนใหม่’ ก็ย้อนกลับไปยุคสุโขทัยทั้งที่ตอนนี้คือยุคทศวรรษที่ 21 แล้ว มันเป็นเรื่องการเมืองการปกครองของคนในประเทศนี้ที่มันมีคนที่ปกครองกับผู้ที่ถูกปกครอง แต่เราไม่ได้พูดถึงว่ามันคือการแบ่งปันผลประโยชน์ของพลเมืองร่วมกัน คุณเป็นแค่คนมาจัดการแต่นี่มาเป็นผู้ปกครอง มาครอบครอง มาครอบงำชาวบ้านไว้ พอชาวบ้านจะทำอะไรก็กดไว้ทำให้เราไม่มีปากไม่มีเสียง

ยิ่งช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมานี้ยิ่งชัดเจนวิธีคิดที่มีรัฐเป็นศูนย์กลางจะมีคุณพ่อที่รู้ดี คุณพ่อที่มีอำนาจทุกอย่าง เราจะทำอะไรมันก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก อย่างเราจะไปชุมนุมก็มี พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะขึ้นมา จะไปชุมนุมก็ต้องไปแจ้งตำรวจ ตำรวจจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตเขาไม่มีสิทธิแต่ตำรวจก็งงว่าต้องอนุญาตหรือต้องรับทราบเฉยๆ ก็คือทุกอย่างก็จะควบคุมชาวบ้านไว้ เราก็ยังถูกควบคุมแบบนี้ เราไม่มีอำนาจต่อรองอะไรเลยนี่คือเราคือชาวบ้านกับรัฐ แม้แต่คนลาวกับคนกรุงเทพฯ ก็เหมือนกันแค่เราพูดลาวเขาก็ข่มเราแล้ว ถ้าเราพูดภาษาไทยหน่อยเขาก็จะจับผิดสำเนียงเราแล้วว่าเราพูดไทยไม่ชัดหรือเปล่า

คือความเป็นไทยกับความเป็นคนภาคอีสานมีปัญหาพอสมควร แค่คุณสำเนียงแปลกคุณก็ถูกกดไว้แล้ว แค่หลุดพูดลาวออกมาก็จบเลย บ้านนอกนี่หว่า พอบ้านนอกก็ปฏิบัติกับเราอีกแบบหนึ่งแล้ว ง่ายๆ อย่างตอนขึ้นแท็กซี่ถ้าเราพูดไทยคนขับก็จะตั้งใจขับไปสู่จุดหมาย แต่ถ้าเราพูดลาวก็เริ่มละ เริ่มหาทางตุกติก หาทางเอาเปรียบ คือพื้นที่ของเรามันถูกมองว่าโง่ จน เจ็บ พอถึงเวลาหนึ่งเขาก็จะกดจะข่มเราก็ทำได้ทันที มันเป็นปัญหาว่ามีความคิดว่าเขาเหนือกว่าและเขาจะจัดการคนที่ด้อยกว่าอย่าให้สูงขึ้นเท่าเขา ก็เป็นลักษณะก็กดกันไว้แบบนี้ต่อๆ มา

ธีร์ อันมัย-อีสานใหม่

เท่าที่อาจารย์เล่ามาเราถูกกดไว้ในทุกด้านทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม เลยอยากให้อาจารย์ยกตัวอย่างการกดขี่ทางวัฒนธรรมที่เห็นได้ชัดเจนมาสักตัวอย่างหรือสองตัวอย่าง มีการกดขี่แบบไหนอย่างไรบ้าง

เมื่อตอนสมัยยุคต้นรัตนโกสินทร์ มีราชกิจจาณุเบกษาออกมาว่า “ห้ามแอ่วลาว” ก็คือห้ามป่าแคน วัฒนธรรมลาวมันแทรกมาตั้งแต่ตอนที่ไปเผากรุงเวียงจันทน์แล้วกวาดต้อนคนลาวมา เจ้าอนุวงศ์พวกนี้ก็มา มีอะไรก็ติดมา มีแคนติดมาด้วย ถ้าเคยฟังเพลงลาวแพนนะ เพลงลาวแพนก็พูดถึงความเจ็บปวดตอนที่ถูกกวาดต้อนมา สิ่งที่มีติดมาคือแคน มีแคนก็เป่าแคน พอเป่าแคนคนที่อยู่ในรั้วในวังก็เริ่มชอบเสียงแคน และกลายเป็นที่นิยม สุดท้ายมีคำสั่งจากกษัตริย์ว่าห้ามเป่าแคน ห้ามแอ่วลาว นี่คือตัวอย่างเมื่อสมัยร้อยกว่าปีก่อน

แต่ถ้าพอมายุคหลังเราก็ยังเคยพบว่าไปโรงเรียนห้ามพูดลาว ถ้าใครพูดลาวโดนปรับ นี่คือก็ถูกกดถูกข่มไว้ อีกอย่างหนึ่งคือเพลงในสมัยก่อนไม่มีภาษาลาวนะ กว่าเราจะมีเพลงที่มีภาษาลาวได้ต้องรอนักแต่งเพลงคนอุบลฯ อย่างครูเบญจมิน แต่งเพลงเต้ย พอจะกลายเป็นเพลงภาษาลาวก็จะกลายเป็นเรื่องตลกไปอย่างเพลง 2504 ผู้ใหญ่ลี คนร้องก็เป็นคนอุบลฯ แล้วก็เป็นนางงามเมืองอุบล ศักดิ์ศรี ศรีอักษร พ.ศ.2504 พอจะเป็นหมาน้อยธรรมดา คือแทนที่จะเป็นเรื่องราวธรรมดาทั่วไปกลายเป็นว่า เราคนลาวโง่ถึงขนาดไม่รู้ว่าสุกรคืออะไร นี่คือการกดข่มทางวัฒนธรรม

และในกรณีของครูพงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา นักแต่งเพลงและเป็นศิลปินแห่งชาติเสียชีวิตหลังจากได้รับรางวัล 6 เดือน แกก็เล่าว่ากว่าที่จะหาภาษาลาวไปอยู่ในเพลงลูกทุ่งได้ เราต้องผ่านปากนักร้องภาคอื่นก่อน นักร้องภาคอีสานอย่าหวังว่าจะได้ร้องเพลงภาษาลาว คุณต้องให้คนอย่างสุรพลได้ร้องก่อน ศรคีรีก็ยังร้องเพลงเป็นหมอลำ ศรคีรี ศรีประจวบ ซึ่งไม่ใช่คนลาวคนอีสาน กว่าที่คนลาวภาคอีสานอย่างเทพพร เพชรอุบล หรืออังคนางค์ คุณไชย จะได้ร้องต้องให้คนภาคอื่นได้ร้องก่อน พอเพลงภาคอีสานมันดังขึ้นมามันจ้วดขึ้นมาอย่างเพลง หอมดอกผักกะแยง ใครจะต้านเพลงภาษาลาวเพลงอีสานบ้านเราได้ ใครก็ร้องเพลงลาวได้

ในยุคที่พรศักดิ์ ส่องแสงดังที่สุด ชุดสาวจันทร์กั้งโกบ พรศักดิ์ปะทะกับเบิร์ด ธงไชย นะครับ ในปี 30-31 (ร้องทำนองเพลง และยิ้ม) ร้องได้ทั่วประเทศนะครับ นี่คือทำไมเขาถึงกดเราไว้ ถ้าไม่กดไว้มันไปได้ไกลแบบนี้ แม้แต่ส้มตำก็แพร่หลายไปทั่วทั้งประเทศ ใครก็กินส้มตำ ไปเที่ยวเกาะยังได้กินส้มตำ นี่คือความเป็นลาวมันไปไกล ถ้าเขาไม่กดเราไว้เราก็จะไปได้ไกลขนาดนั้น อย่างการเลือกตั้ง ทำไมเขาถึงจับตามองเป็นพิเศษ คนอีสานก็จะเลือกแบบนี้เรามีทางของเรา และเราก็แมสกว่า ขายได้กว่า (แมส นี่คือแมสยังไง) มันเป็นที่นิยม

ตอนนี้เหมือนส่วนใหญ่เข้าใจ-ถูกทำให้เข้าใจว่าภาษาลาวคือภาษาอีสาน แล้วคนที่พูดภาษาอื่นๆ ในภาคอีสานเป็นคนอีสานไหม

คือเราตกหลุมพรางความเป็นอีสาน เราถูกเอาชื่อเล่นมาเป็นชื่อจริง ภาคอื่นเขาไม่ถูกเรียกว่า ภาคพายัพ ภาคหรดี ภาคทักษิณ อย่างนี้ไม่มี มีแต่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ใช้ชื่อเล่นมาเรียกว่าภาคอีสาน เราเป็นของเล่นหรอ ที่สำคัญเราเอาของเล่นมากลายเป็นของจริง ภาษาที่อยู่ในนี้มีหลายภาษาเต็มไปหมด อย่างผมนี่เป็นลูกครึ่ง พ่อพูดภาษาเขมร แม่พูดลาว สำนึกของภาษาผมไม่เคยคิดว่าผมพูดภาษาอีสานสักครั้ง รู้แต่ว่าตัวเองอยู่ภาคอีสาน

อย่างเวลาอยู่ที่จังหวัดร้อยเอ็ดก็พูดลาว อยู่ที่จังหวัดสุรินทร์ก็พูดเขมร พูดภาษากูย เราถูกครอบจนคิดว่าพื้นถิ่นคือรากเหง้าวัฒนธรรม พื้นถิ่นคือภาษา เอา space เป็นภาษา ที่ดินที่อยู่อาศัยมันเป็นสถานที่เฉยๆ แต่ภาษาที่อยู่ในนี้มันเยอะ และมันก็ยากสำหรับคนกรุงเทพฯที่จะบอกว่า “นี่คือภาษาอะไรวะ” มันยากต่อการจัดการเข้าใจของเขา “มันพูดอะไรกันว่ะ” อย่างไปเจอคนพูดลาวสำเนียงชัยภูมินี่เราก็งงละ “ไปพ้อลำขอนแก่น เฮากะเศร้าแล้ว ไปพ้อหมอลำสารคามเฮากะลำอยู่หน้าฮ้านแล้ว” เราก็งง เขาก็คงจะงง มันคืออำนาจหยาบๆ ที่จะจับคนมารวมกัน เช่น กล่องนี้คือกล่องอีสานนะ กล่องนี้คือกล่องใต้นะ คุณยังไม่แยกเลยว่าใต้ สามจังหวัดนั้นไม่ใช่ใต้นะคือมลายูนะ

ผมเคยไปปัตตานีแล้วถามว่า ทำไมไม่แหลงใต้ เขาตอบว่า พวกเราไม่ใช่คนใต้ เราเป็นคนมลายูเราเป็นคนปาตานี เราไม่พูดภาษาใต้ เราไม่ใช่คนใต้ เขาไม่รู้ขนาดนี้อ่ะ แต่เวลาพูดถึงโจรใต้ ทุกคนเป็นโจรใต้ และนึกถึงว่าต้องพูดใต้กันหมด ไปสามจังหวัดเขาไม่พูดใต้ด้วยนะ เขาจะพูดไทยไม่ก็พูดภาษามลายูนะ รัฐปกครองเราอย่างหยาบๆ จับเราใส่กล่องนั้นกล่องนี้และบอกเราว่าเราต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรืออย่างไปภาคเหนือนี่ก็งงแล้วเขาพูดภาษาอะไรบ้าง ภาษาลัวะ ภาษาม้ง ภาษาปกากะญอ อย่างเวลากินข้าวก็จะพูดไม่เหมือนกัน แต่ก็จะถูกเรียกว่าภาษาล้านนา เขาไม่ได้อู้คำเมืองทุกที่นะ ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองพูดภาษาอีสาน และพยายามจะบอกอยู่ตลอดว่ามันมีภาษาตั้งหลายภาษาที่ต้องพยายามทำความเข้าใจ และรับรู้ว่ามันมีอยู่

อย่างคนบ้านเรา เรามีความสำนึกในความเป็นลาวสูง อย่างอ่านนิยายเรื่องลูกอีสาน ของคำพูน บุญทวี ชาวบ้านคุยกัน “อาจารย์ข่อยอยู่เวียงจันทน์ให้ของมา” อาจารย์อยู่เวียงจันทน์น่ะนึกดู สำนักความรู้ไม่ได้อยู่ที่กรุงเทพฯ นี่คำพูน บุญทวี ซีไรต์รุ่นแรกเล่มแรกของประเทศไทย ‘ลูกอีสาน’ ในช่วงปี 2490 กว่าๆ ก็ยังสำนึกเป็นแบบนี้ นี่ก็บอกว่าสำนึกเราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งกับกรุงเทพฯ เท่าไหร่ แต่เราสำนึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของเวียงจันทน์ ถ้าพูดถึงลำ หมอลำเล่าจะต้องสู้กันว่ารู้จักประวัติเวียงจันทน์ไหม ต้องขยายกลอนเล่าเรื่องประวัติศาสตร์เวียงจันทน์

เถียงกันว่าใครพูดผิดพูดถูก แต่เคยถามกันว่ารู้จักประวัติศาสตร์กรุงเทพฯไหม ไม่มีใครพูดถึงเลย ประมาณนี้ (เงียบและนึกอยู่แปบนึง) ปัญหาก็คือว่าพอเขานึกแต่ว่าคนภาคนี้พูดแต่ภาษาลาว และลาวต้องมีสำเนียงเดียวนะ ไม่ใช่เมียเฮียน สิเมือเฮือน สิไป่บ้านสิไป่เฮือน (พูดลาวสำเนียงต่าง ๆ) นี่แค่การจะบอกว่ากลับบ้านยังมีหลายสำเนียง ลาวชัยภูมิ ลาวสารคาม ลาวอุบลฯ ลาวศรีสะเกษ นี่แค่พูดถึงภาษาลาว และถ้าพูดถึงภาษาเขมร ภาษากูย กูยนี่ก็ต่างกันอีก กูยแถวสุรินทร์ก็เรียกตัวเองว่ากูย พอกูยแล้วศรีสะเกษก็เรียกตัวเองว่ากวย แค่คำว่ากูยก็มีหลายสำเนียงกัน

คือเขาก็พยายามให้เราเป็นแบบหนึ่ง ซึ่งจริงๆ แล้วในกล่องๆ หนึ่งเนี่ยมันมีหลายอย่างหลายแบบมาก ถ้าจะทำความเข้าใจก็คือว่า ไม่ใช่มีแต่ลาวนะที่อยู่ที่นี่ ผมเคยทำงานวิจัย หมู่บ้านหนึ่งชื่อหมู่บ้านระกา อำเภอศีขรภูมิ บ้านนี้มี 3 ภาษา หนึ่งคือภาษากูย สองคือภาษาเขมร สามคือภาษาลาว เวลาที่พวกเขาอยู่ด้วยกันนี่คนที่ถูกกดมากที่สุดคือคนลาว ทำไมถึงถูกกดขี่ เพราะฟังภาษาเขาไม่เข้าใจ แต่คนกูยพูดภาษาลาวก็ได้ พูดภาษาเขมรก็ได้ พูดภาษากูยก็ได้ คนเขมรพูดเขมรและพูดลาวได้ แต่คนลาวพูดได้แต่ลาวอย่างเดียว อำนาจทางภาษานี่คนลาวเสียเปรียบนะ (พูดแล้วก็ยิ้ม) สมมติว่าถ้าผู้ใหญ่บ้านเวลาจะประกาศอะไรเนี่ยก็ต้องพูดลาวไม่ว่าจะเป็นคนเขมรหรือกูย คือกำลังจะบอกว่าเขารู้จักปรับตัวว่าพวกเขาจะสื่อสารกันอย่างไร หรือถ้าจะให้ง่ายคือ พูดไทยซะ (ฮ่า ๆๆๆหัวเราะอย่างเต็มเสียง) สมมติว่าสามีเป็นเขมร ภรรยาเป็นลาว ภรรยาแทบไม่มีโอกาสพูดภาษาเขมรได้ มันจะงันแต นี่ก็จบแล้ว (ฮ่าๆ พูดไปยิ้มไป)

อยากให้อาจารย์พูดให้คนอื่นเข้าใจภายใน 3 นาทีว่าในภาคอีสานไม่ได้มีแต่ผู้คนที่พูดลาว

” ในภาคอีสานไม่ได้มีเฉพาะคนที่พูดลาว และภาษาที่พูดไม่ใช่ภาษาอีสานนะครับ “

ไม่มีภาษาอีสานในสารบบของภาษา ไม่มีตัวเขียนอีสาน ถ้าจะมีก็มีแต่ภาษาลาว และในภาคอีสานเริ่มตั้งแต่จังหวัดเลย ก็จะพูดภาษาไทเลย(ภาษาลาวสำเนียงเลย) – ไปตล๊าด แม่ให่เงินไปแป๊ดบ๊าด ซื้อผักก๊าดแกงใส่เขี๊ยด เป็นตาขี่เดี๊ยด แกงเขี๊ยดใส่ผักก๊าด (เลียนสำเนียงไทเลย) นี่ก็คือไทเลย มาถึงชัยภูมิ – ชั๋ย ยะ พู๋ม ชัยภูมิก็ยังมีพูดภาษาไทยบ้าง มาถึงโคราชก็พูดโคราช – กิ๋นเข่าหรือยังไอ่นาย(พูดเลียนสำเนียงโคราช) ถ้าสำเนียงโคราชก็ไล่มาถึงนางรอง พอมาถึงประโคนชัยก็เริ่มพูดเขมร ไล่มาอีกก็พูดส่วยพูดกูยถึงศรีสะเกษ อ้อมไปถึงอุบลฯก็พูดสำเนียง ลาวอุบลฯ – สิไปไสล่ะยาย สิเมือเฮือน(พูดเลียนสำเนียงลาวอุบลฯ) เสียงสระเอือชัดเจนมาก ถ้าขึ้นไปทางอำนาจเจริญก็จะคล้ายอุบลฯ พอขึ้นไปทางมุกดาหารทางนั้นก็จะเริ่มพูดภาษาภูไท ภาษาย้อ และอีกหลายภาษาคือมันมีหลายภาษามาก

ยกอย่างตัวอย่างจังหวัดศรีสะเกษ ก็จะมีภาษา 4 ภาษา ลาว กูย เยอ เขมร ลาว มันไม่ได้มีแค่ภาษาลาวในภาคอีสาน และมันก็ไม่เคยมีภาษาอีสานในภาคอีสาน ถ้าใครพูดว่าภาษาอีสานนี่ก็ต้องทำความเข้าใจว่าภาษาอีสานไม่มี มีแต่พื้นที่ที่ถูกเรียกชื่อเล่นว่าภาคอีสาน ทำไมถึงไม่พูดว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพราะมันยาวกว่า อย่างภาคอื่นก็ เหนือ ใต้ กลาง พวกเขาอาจจะหาทางพูดให้มันสั้นลง ถ้าจะพูดให้สั้นหรือคิดให้สั้นกว่านั้นคือมันพูดภาษาอีสาน ซึ่งมันไม่ใช่